วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554
นักวิจัยสุดเจ๋ง พบ"แมวเรืองแสง" รักษาโรคเอดส์ได้
ภาพ: Mayo Clinic
นักวิทยาศาสตร์สหรัฐประจำศูนย์มาโย คลินิก เผยความก้าวหน้าในการวิจัยเพื่อหาทางต่อสู้กับไวรัสเอชไอวี ต้นตอโรคเอดส์ โดยอาศัยผลการทดลองที่ได้จากแมวเรืองแสง
นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในสหรัฐอเมริกา ได้ทำการทดลองโดยการนำแมวมาตัดต่อพันธุกรรมด้วยยีน 2 ชนิด คือยีนที่ผลิตโปรตีนต้านเอดส์ เรียกว่า "Feline immunodeficiency virus" หรือ "เอฟไอวี" และการใช้ยีน จีพีเอฟ (GFP) ซึ่งเป็นยีนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในแมงกะพรุนเรืองแสง ซึ่งทำให้แมวเกิดการเรืองแสงสีเขียว เมื่อถูกส่องด้วยแสงอัลตราไวโอเลตเพื่อติดตามการทำงานของยีน
การทดสอบลูกแมวเรืองแสงพบว่า ต้านการติดเชื้อได้ดี ในขณะที่มีลูกแมว 2 ตัวสืบพันธุ์มีลูกได้ โดยที่ลูกแมวยังคงมียีนใหม่อยู่ แต่การทดลองดังกล่าวถูกติงว่า กระทบต่อสวัสดิภาพสัตว์มากเกินไป และเตือนว่าให้ลดจำนวนสัตว์ทดลองลงให้มากกว่านี้
ทั้งนี้ การส่องด้วยแสงอัลตราไวโอเลตนั้นเพื่อตรวจสอบความสามารถว่าแมวนั้นสามารถผลิตโปรตีนรักษาเอดส์ได้เช่นเดียวกับลิงแสมหรือไม่ โดยยีนที่ได้จากโปรตีนและแมงกระพรุนเรืองแสงจะทำงานสัมพันธ์กัน โดยยีนเรืองแสงจากแมงกระพรุนใช้สำหรับติดตามการทำงานของยีนอีกชนิดหนึ่ง
โดยขั้นตอนเริ่มจาก นักวิจัยใช้ไวรัสที่ไม่มีอันตรายถ่ายโอนยีนเข้าไปในไข่ของแมวตัวเมียที่นำออกมาระหว่างการทำหมัน จากนั้นนำไข่ไปปฏิสนธิในหลอดทดลอง (IVF) และนำฝังในแม่อุ้มบุญ โดยทำการทดลองมากถึง 22 ครั้งจึงได้ลูกแมว 5 ตัว แต่รอดชีวิตเพียง 3 ตัว โดยมี 2 ตัวสุขภาพดี แต่อีก 1 ตัว มีปัญหาสุขภาพแต่นักวิจัยไม่เชื่อว่าเกิดจากการดัดแปลงยีน
อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาได้ทดลองฉายแสงอัลตราไวโอเลตบนตัวลูกแมวพบว่า สามารถเรืองแสงได้ ซึ่งช่วยยืนยันได้ด้วยว่า มีการผลิตโปรตีนอยู่ในเนื้อเยื่อ เมื่อนำเซลล์ลูกแมวเหล่านี้ออกมาทดสอบพบว่า สามารถต้านการติดเชื้อไวรัสเอดส์ในแมวหรือ FIV ได้ดีกว่าเซลล์จากแมวปกติ ในขณะที่มีลูกแมว 2 ตัวสามารถสืบพันธุ์มีลูกได้ โดยที่ลูกแมวรุ่นหลังทั้งหมดยังคงมียีนใหม่อยู่
มอ.เจ๋งใช้มดเดินเรื่องโชว์ผลงานวิจัยคว้าถ้วยพระราชทาน
บูธนิทรรศการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในหัวข้อ 'งานวิจัยเพื่อโลกสีเขียว' ดำเนินเรื่องผ่าน 'มด' ชนะเลิศในงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ2554
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับชนะเลิศจากการตัดสินบูธนิทรรศการ ในงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2554 (Thailand Research Expo 2011) โดยได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท ประกาศนียบัตร และโล่รางวัลขอบคุณหน่วยงานที่เข้าร่วมงาน ระหว่างวันที่ 26 – 30 สิงหาคม 2554 ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ
รองศาสตราจารย์ ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่าบูธนิทรรศการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในครั้งนี้ ได้นำเสนอภายใต้ หัวข้อ “งานวิจัยเพื่อโลกสีเขียว” (Research for Green Based World) โดยแบ่งเป็น 3 เรื่อง คือ Reuse โดยประกอบไปด้วยงานวิจัยเรื่อง “Art of living” โดยอาจารย์ฮัดสัน สิริสุวพงศ์ สังกัดโครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ และงานวิจัยเรื่อง “กางเกงผ้าอ้อมซักได้” โดยคุณกฤติกา หนูเกลี้ยง สังกัดโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ Recycling โดยประกอบไปด้วย งานวิจัยเรื่อง “การใช้ประโยชน์จากวัสดุเศษเหลือจากการแปรรูปอาหารทะเล” โดยศาสตราจารย์ ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล สังกัดคณะอุตสาหกรรมเกษตร งานวิจัยเรื่อง “การผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียให้สหกรณ์ยางแผ่นรมควัน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุเมธ ไชยประพัทธ์ สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ และงานวิจัยเรื่อง “การใช้ประโยชน์น้ำทิ้งและเศษวัสดุอินทรีย์จากการแปรรูปอุตสาหกรรมเกษตรและประมงเพื่อการเลี้ยงสัตว์น้ำ” โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชลธีร์ ชีวะเศรษฐธรรม สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาเขตปัตตานี และ World Protection โดยประกอบไปด้วย งานวิจัยเรื่อง "การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง" และ "โรงไฟฟ้าชุมชนในภาคใต้" โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พยอม รัตนมณี สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ งานวิจัยเรื่อง “Application of Spatially Smoothed Method to Estimate the Seismic Hazard of Thailand and the Surrounding Areas.” โดย ดร.ไพบูลย์ นวลนิล สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ และงานวิจัยเรื่อง “การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลในคาบสมุทรไทย” โดย อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ การนำเสนอได้มีการผูกโยงเรื่องราวโดยใช้ “มด” เป็นตัวนำเรื่อง เนื่องจาก“มด” เป็นสัตว์ที่มีทั้งความขยัน อดทน ความสามัคคีที่จะร่วมแรงร่วมใจการทำงานใหญ่ได้ ซึ่งก็เปรียบเหมือนกับนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ขยัน อดทน ร่วมกันสามัคคีทำงานวิจัยที่ดีออกมาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ และมีผลกระทบในการทำให้โลกน่าอยู่ ซึ่งได้มีการนำเสนอประเภท ลักษณะ และความสำคัญของมดต่อสภาวะแวดล้อมผ่านงานวิจัยเรื่อง “ความหลากหลายของมดในคาบสมุทรไทย” โดย ดร.นาวี หนุนอนันต์ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ รศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล กล่าวเพิ่มเติมว่ารู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นรางวัลพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งในขณะนี้ได้นำไปจัดแสดงไว้ที่หอเกียรติยศของทางมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้วและผลงานวิจัยที่นำมาแสดงนั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากผู้มาร่วมชมงาน นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานต่างๆ ที่มาร่วมแสดงผลงานวิจัยทำให้เห็นว่าผลงานของนักวิจัยไทยก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่นๆ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธ ที่ 14 กันยายน 2554
สหรัฐส่งยานอวกาศทันสมัย ไปควานหาไส้ในของดวงจันทร์
องค์การอวกาศสหรัฐฯเพิ่งจะส่งยานอวกาศ ไปศึกษาค้นคว้าไส้ของดวงจันทร์อย่างจริงจัง หลังจากที่เคยส่งยานอวกาศไปสำรวจมาแล้วตั้ง 100 กว่าลำ กระทั่งส่งมนุษย์อวกาศเดินทางไปด้วย 6 คนก็เคย
ยานสำรวจลำใหม่ ชื่อว่า “ห้องปฏิบัติการค้นคว้าแรงดึงดูดและภายในดวงจันทร์” ถูกส่งเดินทางไปเมื่อตอนต้นสัปดาห์นี้
โดยทั่วไปทราบกันว่า ดวงจันทร์มีแรงดึงดูดเพียง 1 ใน 6 ของโลก หากแต่ไม่ได้เท่ากันหมดทุกแห่ง อย่างเช่น ตามยอดเขาบนดวงจันทร์ อาจจะมีแรงดึงดูดแค่เพียง ตามจอมปลวกบนโลกเท่านั้น
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า พื้นผิวดวงจันทร์ส่วนใหญ่เป็นก้อนดินก้อนหินบนโลกที่กระเด็นหลุดไป เมื่อโลกโดนถูกวัตถุใหญ่โตขนาดดาวอังคารชนเมื่อ 4.5 พันล้านปีมาแล้ว ดังนั้น หากเข้าใจการกำเนิดของดวงจันทร์ได้ ก็จะพลอยทำให้รู้ประวัติของดวงดาวอื่น ในระบบสุริยจักรวาลของเราไปด้วย.
อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/vnews/153975
กระบวนการกลั่นน้ำมัน
ปิโตรเลียมไม่ว่าจะในรูปของน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติล้วนมีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีประโยชน์มากมาย สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้ประโยชน์แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้การแยกองค์ประกอบของไฮโดรคาร์บอนที่อยู่ในปิโตรเลียมออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่างๆ ทั้งโดยกระบวนการกลั่นน้ำมัน หรือการแยกก๊าซธรรมชาติถือได้ว่าเป็นการเพิ่มพูนมูลค่าของทรัพยากรปิโตรเลียม กระบวนการกลั่นน้ำมันคือการแปรเปลี่ยนสภาพน้ำมันดิบเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปชนิดต่างๆตามความต้องการของตลาดและตามประเภทของการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ ก๊าซหุงต้ม น้ำมันเบนซิน น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา และยางมะตอย นอกจากนี้ยังใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตน้ำมันหล่อลื่น จารบีและเคมีภัณฑ์ต่างๆ กระบวนกลั่นน้ำมันแตกต่างกันออกไปแต่ละโรงกลั่นน้ำมันขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของกระบวนการกลั่นของแต่ละแห่ง รวมถึงคุณสมบัติของน้ำมันดิบที่นำมากลั่นและชนิดคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ต้องการ ในประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันอยู่ที่จังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง กระบวนการกลั่นน้ำมันประกอบด้วยกรรมวิธีที่สำคัญได้แก่ การแยก การเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมี การปรับปรุงคุณภาพ และการผสม การแยก คือการแยกส่วนประกอบทางกายภาพของน้ำมันดิบด้วยวิธีการกลั่นลำดับส่วน โดยนำน้ำมันดิบมากลั่นในหอกลั่น ซึ่งน้ำมันดิบจะถูกแยกออกเป็นน้ำมันสำเร็จรูปประเภทต่างๆตามช่วงจุดเดือดที่ต่างกัน ก่อนนำน้ำมันดิบเข้าหอกลั่นต้องแยกน้ำและเกลือแร่ที่ปนอยู่ออก หลังจากนั้นจึงส่งน้ำมันดิบผ่านเข้าไปในท่อเหล็กที่เรียงเป็นแถวอยู่ในเตาเผาซึ่งมีความร้อนประมาณ 340-385 องศาเซลเซียส น้ำมันดิบที่ร้อนรวมทั้งไอร้อนจะไหลผ่านเข้าไปในหอกลั่นบรรยากาศ ไอร้อนที่ลอยขึ้นไปเมื่อเย็นลงจะกลั่นตัว ควบแน่นเป็นของเหลวบนถาดที่เรียงกันเป็นชั้นหลายสิบชั้นภายในหอกลั่น ไอร้อนจะกลั่นตัวเป็นของเหลวในถาดชั้นใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับช่วงจุดเดือดของไฮโดรคาร์บอนในส่วนนั้นๆ ชั้นบนสุดของหอกลั่นซึ่งมีอุณหภูมิต่ำสุด จะเป็นก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ชั้นรองๆลงมาอุณหภูมิจะสูงขึ้น ซึ่งเป็นส่วนของน้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าดและน้ำมันดีเซลตามลำดับ ส่วนน้ำมันที่ก้นหอกลั่นหากนำไปผ่านกรรมวิธีอื่นๆ จะแยกเป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน ส่วนที่เหลือจะเป็นน้ำมันเตาและยางมะตอย ส่วนต่างๆของน้ำมันดิบที่แยกได้ เรียกว่า ผลิตภัณฑ์กลั่นตรง การเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมี คือการทำให้โมเลกุลของน้ำมันหนักแตกตัวเป็นน้ำมันเบาด้วยความร้อน หรือเปลี่ยนแปลงโมเลกุลของน้ำมันเบาให้เป็นน้ำมันหนักเลยทำให้แตกตัวด้วยสารเร่งปฏิกิริยาเพื่อให้เหมาะสมกับโครงสร้างการใช้ผลิตภัณฑ์ของแต่ละประเภท การปรับปรุงคุณภาพ หากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกรรมวิธีการกลั่นลำดับส่วน และการเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมี มีคุณภาพไม่เหมาะสมกับสภาพการใช้งานและความต้องการของตลาด เนื่องมาจากอาจจะมีสิ่งไม่พึงประสงค์เจือปนอยู่ ได้แก่ กำมะถันหรือสารแปลกปลอมต่างๆ จำเป็นต้องขจัดออกด้วยวิธีการปรับปรุงคุณภาพ ซึ่งนอกจากคุณภาพจะดีขึ้นแล้วยังช่วยให้น้ำมันมีสีที่ตรงตามมาตรฐานด้วย การผสม คือการนำผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆที่ผ่านกระบวนการมาปรับปรุงหรือเติมสารตามสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปตามมาตรฐานที่กำหนด
http://clip.vcharkarn.com/index.php?option=com_hwdvideoshare&task=viewvideo&Itemid=91&video_id=12
นักวิทย์ยืนยันการนอนหลับสำคัญต่อความจำ
เด็กคนไหนอยากเรียนเก่งต้องฟังทางนี้ เพราะนักวิจัยยืนยันอีกครั้งแล้วว่า การนอนหลับจำเป็นต่อกระบวนการเรียนรู้และจดจำ
การนอนหลับนั้นเป็นปริศนามานาน แต่งานวิจัยหลายๆชิ้นก็ได้รวบรวมเบาะแสต่างๆที่พยายามจะชี้ชัดว่าการเรียนรู้นั้นสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้และจดจำ โดยงานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดยืนยันว่า การนอนหลับนั้นเป็นหน้าที่หลักเลยสำหรับการทำให้ความจำนั้นเป็นความจำถาวร และเป็นการเตรียมให้สมองได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
พอล ชอว์ แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เซนต์หลุยส์ ได้ค้นพบว่า เมื่อทำการกระตุ้นเส้นประสาท 2-3 จุดที่สมองส่วนบนของแมลงหวี่จะทำให้แมลงหวี่หลับได้ จากนั้น เมื่อสมองเข้าสู่ช่วงหลับช่วงแรก ความจำระยะสั้นก็จะเปลี่ยนเป็นความจำระยะยาว โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาทวิชาการ Science วันที่ 24 มิถุนายนแล้ว
นอกจากนี้ ในวารสาร Science ฉบับเดียวกัน ก็ได้มีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ที่ได้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับไมโครในช่วงที่มีการนอนหลับดังกล่าว ซึ่งจะเห็นว่าการเชื่อมต่อในสมองนั้นจะถูกตัดออกไปในขณะที่หลับ ก่อนหน้านี้ กลุ่มวิจัยกลุ่มนี้เคยสรุปโดยอ้อมไว้แล้วว่า การนอนหลับเป็นการเตรียมความพร้อมให้สมองได้เรียนรู้สิ่งใหม่ในวันต่อไปก็เพราะมีการเชื่อมต่อในสมองออกไปนี่เอง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้หลักฐานที่ยืนยันโดยตรง
"การค้นพบครั้งนี้ได้ยืนยันว่ากระบวนการเรียนรู้และจดจำเป็นเรื่องสำคัญและเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการของการหลับ" มาร์คอส แฟรงก์ นักประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย กล่าว แม้จะไม่ได้ร่วมกับงานวิจัยเลยก็ตาม
สำหรับกลุ่มวิจัยของชอว์นั้น ได้ดัดแปลงพันธุกรรมของแมลงหวี่ โดยทำให้แมลงหวี่เหล่านี้สร้างโปรตีนที่จะไปเปลี่ยนประสาทของแมลงหวี่ให้เกิดความรู้สึกอยากนอนเมื่อได้รับความร้อน ที่อาจจะเป็นอุณหภูมิที่ร้อนหรือหรือเมื่อได้รับสารแคปไซซิน ที่เป็นสารให้ความเผ็ดในพริก สำหรับแมลงหวี่ที่ได้รับการดัดแปลงพันธุรรมที่ได้รับสารแคปไซซินเข้าไปนั้นจะเกิดการหลับ แต่ไม่ได้หลับทันทีทันใด ตรงกันข้าม แมลงหวี่ที่ถูกจับให้อยู่ในตู้อบที่อุณหภูมิ 31 องศาเซลเซียสจะเกิดอาการหลับสนิทในทันทีเลย
จากนั้น นักวิจัยได้ส่งแมลงหวี่ที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมตัวผู้เข้าไปในฝูงของตัวผู้อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการชุบฟีโรโมนของเพศเมียมา แมลงหวี่เพศผู้กลุ่มนี้สามารถจีบเพศเมียเทียมเหล่านี้ได้ดีเห็นได้จากการพยายามเข้าไปผสมพันธุ์แต่โดนปฏิเสธกลับมาเพราะเป็นเพศเดียวกัน แต่เหตุการณ์เหล่านี้จะทำให้แมลงหวี่ตัวผู้ไม่สามารถเกิดความจำระยะยาวได้เลยหากว่ามันยังดันทุรัง ไม่นอนหลังจากไม่สามารถหาตัวผสมพันธุ์ได้ เหมือนกับการไม่นอนเพื่ออ่านหนังสือสอบทั้งคืนนั่นเอง และเมื่อขังให้อยู่กับตัวเมียเทียมเช่นนี้ไปเป็นเวลา 2 วัน แมลงหวี่กลุ่มเดิมที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมก็ดูเหมือนจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับการโดนปฏิเสธมาก่อนเลย
และเมื่อนักวิจัยได้เปิดสวิตช์ที่จะทำให้พวกมันหลับ ความทรงจำเกี่ยวกับการได้รับการปฏิเสธก็กลายมาเป็นความทรงจำถาวร ขณะที่การกระตุ้นสมองส่วนอื่นกลับไม่สามารถเปลี่ยนความจำระยะสั้นเป็นระยะยาวได้เลย เพราะแมลงหวี่ตัวที่พยายามจะฝืนไม่หลับก็จะไม่สามารถจำเหตุการณ์ตอนโดนปฏิเสธได้ จึงสรุปได้ว่า การนอนหลับมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนความทรงจำระยะสั้นเป็นความทรงจำระยะยาว ไม่ใช่แค่การกระตุ้นสมองแต่อย่างใด
"ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราพยายามจะบอกก็คือ การนอนหลับนี้มีหน้าที่สำคัญมากในการรวบรวมความจำ ไม่ได้มีหน้าที่โดยอ้อม" ชอว์กล่าว แม้ว่าจะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการนอนหลับนี้มีกลไกอย่างไรจึงให้ผลออกมาเช่นนี้
นอกจากนี้ การนอนหลับก็คือมีผลกระทบกับความทรงจำด้วยคือ จะไปกำจัดความทรงจำที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปเพื่อเก็บเฉพาะประสบการณ์ที่มีค่า แนวความคิดนี้เรียกว่าโมเดล synaptic homeostasis ที่บอกว่า ในขณะที่หลับนั้น การเชื่อมต่อหรือ synapse ระหว่างเซลล์สมองจะอ่อนลง การเชื่อมต่อแบบอ่อนอาจจะวิกฤตมากๆ ขณะที่การเชื่อมต่อแบบแข็งแรงอาจจะอยู่รอดได้ ลักษณะเช่นนี้เองที่ทำให้สมองที่ได้รับประสบการณ์ต่างๆมาทั้งวันเกิดการรีเซ็ตเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันใหม่ได้ ทีมวิจัยของชอว์ได้แสดงให้เห็นในการศึกษาครั้งใหม่ว่า การนอนหลับและ synapse มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก
ขณะที่การศึกษาอีกทีมหนึ่ง โดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ได้แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดในระดับไมโครสโคปิก โดยบอกว่า ยิ่งเราเรียนรู้มากเท่าไหร่ synapse จะยิ่งแข็งแรงและก็ยิ่งต้องการการนอนหลับมากเท่านั้นเพื่อให้สมองกลับเข้ามาสู่สถานะที่พร้อม ทีมวิจัยได้ค้นพบหลักการนี้จากการทดลองกับแมลงหวี่ที่อยู่ที่รังแมลงหวี่
"รังแมลงหวี่นี้ไม่ได้มีอะไรพิสดาร มันเป็นแค่ขวดลิตรที่แมลงหวี่สามารถบินและจับกลุ่มกันได้ อาจจะฟังดูเหมือนเยอะ แต่สำหรับแมลงหวี่ที่ถูกจำกัดให้ใช้เวลาทั้งสัปดาห์แรกของชีวิตในท่อเล็กๆนั้นจะไม่สามารถกางปีกได้นะ ดังนั้น การเข้าไปอยู่ในรังแมลงหวี่ได้นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่" เคียร่า ซิเรลลี่ นักประสาทวิทยาผู้ร่วมวิจัยกล่าว
ในกระบวนการเรียนรู้นั้น สมองทั้งสามส่วนของแมลงหวี่ ตอนท้ายของวันจะเกิด synapse มากกว่าตอนต้นวัน แมลงหวี่ที่นอนหลับพักผ่อนจะตัดการเชื่อมต่อออกไปมากมายเพื่อเข้าสู่ระดับเดียวกับตอนเช้า แต่แมลงหวี่ที่ไม่ยอมนอนจะไม่มีการตัดการเชื่อมต่อเหล่านี้
นักวิจัยไม่ทราบว่า synapse ตัวไหนที่จะเกิดวิกฤตหรือกระบวนการที่เกิดนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และทีมวิจัยกำลังนำการทดลองนี้ไปทดสอบกับหนูเพื่อหาคำตอบของคำถามนี้อยู่
แต่สิ่งสำคัญก็คือว่า การนอนหลับนั้นเป็นเรื่องสำคัญต่อกระบวนการจำ และแฟรงก์ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า "นี่ไม่ใช่แค่ว่าการนอนหลับจะทำให้สมองของคุณสามารถเรียนรู้ในวันต่อไปได้ด้วยการตัดกิ่งความสำคัญ แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าคุณไม่นอน คุณก็ไม่สามารถสร้างความจำได้เลย"
อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/vnews/153844
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)