วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Neurocosmetics - การปรับแต่งอารมณ์: ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและประเด็นทางจริยธรรม

ในนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง Do Androids Dream of Electric Sheep? (หรือเป็นที่คุ้นเคยกว่าในฉบับภาพยนตร์ไซไฟที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง Blade Runner เมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว) เล่าเรื่องของโลกอนาคต มนุษย์มีวิทยาการก้าวหน้าถึงขั้นประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่เหมือนสิ่งมีชีวิตแทบจะทุกประการ ทุกครัวเรือนมี"เครื่องปรับอารมณ์"ส่วนบุคคล แต่โลกกำลังล่มสลาย เต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสี มนุษย์ส่วนใหญ่อพยพไปอยู่ดาวเคราะห์อื่นและหลงเหลือประชากรส่วนหนึ่งบนโลก ในบทแรกพระเอกของเรื่องซึ่งเป็นนักล่ามนุษย์หุ่นยนต์มีปากเสียงเล็กน้อยกับภรรยาเกี่ยวกับภาวะความแปรปรวนทางอารมณ์ของเธอ เขาพยายามเกลี้ยกล่อมให้ภรรยาใช้เครื่องปรับอารมณ์"ปรุงแต่ง"อารมณ์ให้เธอรู้สึกดี ไม่เบื่อหน่าย หรืออารมณ์เสียง่าย ในการ"ปรุงแต่ง"อารมณ์ที่ว่าก็ทำได้แสนง่ายแค่หมุนเครื่องไปยังช่องสัญญาณที่ต้องการเหมือนปรับคลื่นวิทยุ และผู้ใช้ก็จะได้สัมผัสกับอารมณ์ตามที่ตนเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์สนุกสนาน รื่นเริง ตื่นเต้น สงบนิ่ง หรือแม้แต่เร่าร้อนไปด้วยอารมณ์ทางเพศ

เครื่องมือในนิยายวิทยาศาสตร์ดังกล่าวอาจฟังดูน่าเหลือเชื่อเกินจินตนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ฟิลิป เค ดิค ผู้แต่งนิยายดังกล่าวเขียนเรื่องนี้ขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่มนุษย์จะสามารถปรุงแต่งอารมณ์ ความรู้สึกของตนได้ตามต้องการ หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพ พฤติกรรมของบุคคลหนึ่งๆไปโดยสิ้นเชิง (ซึ่งมักปรากฏในนิยายวิทยาศาสตร์อีกหลายเรื่องเช่นกัน เช่นชุดหุ่นยนต์ของไอแซค อาสิมอฟ) ด้วยความรู้ทางประสาทวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าในเวลาปัจจุบัน คงไม่ผิดที่กล่าวว่าเป็นไปได้อย่างมาก

นักประสาทวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษามาช้านานแล้วเกี่ยวกับบริเวณของสมองที่เกี่ยวข้องอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ อาจกล่าวได้ว่าอารมณ์และความรู้สึกแต่ละชนิดเกิดจากการทำงานของสมองในบริเวณที่เฉพาะเจาะจง สารสื่อประสาทในกลุ่มที่แตกต่าง และวงจรกระแสประสาทที่เป็นระบบ ด้วยความรู้ที่ก้าวหน้า การปรับเปลี่ยน ปรุงแต่งอารมณ์จึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป อันที่จริงแล้ว มันไม่ใช่สิ่งใหม่โดยสิ้นเชิง ในอดีตที่ผ่านมา มีวิทยาการสำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคระบบประสาทเช่นโรคพาร์กินสัน ลมชัก หรือแม้แต่โรคทางจิตเวชอย่างเช่นโรคย้ำคิดย้ำทำ ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Deep Brain Stimulation (DBS) ซึ่งคือการฝังแท่งอิเล็คโทรดเข้าไปในเนื้อสมองเพื่อใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นสมองในบริเวณที่เฉพาะเจาะจงและระงับอาการของโรคที่เป็นอยู่ ผลข้างเคียงที่พบระหว่างการรักษาคือ การเปลี่ยนแปลงอารมณ์หรือแม้แต่บุคลิกภาพของผู้ป่วย ด้วยวิทยาการที่ก้าวหน้าขึ้น เราอาจเลือกกระตุ้นสมองส่วนที่เฉพาะเจาะจงเพื่อให้ได้อารมณ์และความรู้สึกที่ต้องการ ด้วยวิธีการที่เจ็บตัวน้อยลง สะดวกสบายและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น




ภาพสแกนสมองในภาวะอารมณ์แตกต่าง แสดงการทำงานของสมองในบริเวณที่แตกต่างกัน (Moser E. et al., J Neuro Met, 2006.)



จากแนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดศาสตร์ความรู้ใหม่ที่มีแนวโน้มจะเติบโตในอนาคตกาลข้างหน้าคือ Neurocosmetics มนุษย์รู้จักการปรุงแต่งตนเองให้สวยงามเป็นเวลาช้านานมาแล้ว เราปรับเปลี่ยน ปรุงแต่งร่างกายภายนอกให้เป็นไปตามที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องสำอาง การทำศัลยกรรม การใช้ยาและสารเคมีเพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานของร่างกาย แล้วการปรับเปลี่ยนอารมณ์และความรู้สึกเล่า? ทำไมเราถึงจะทำไม่ได้ หากเราสามารถปรับเปลี่ยนความรู้สึกให้อารมณ์ดีอย่างสม่ำเสมอ ร่าเริงแจ่มใส บุคลิกน่าคบหา ไม่มีความคิดในแง่ลบ จะเป็นไปได้หรือไม่

ในนิยายเรื่องข้างต้น เครื่องปรับแต่งอารมณ์ดูเหมือนจะมีกลไกที่ง่ายไม่ซับซ้อน โดยอาศัยหลักการของคลื่นไฟฟ้า(?)ในรูปแบบสัญญาณต่างๆเพื่อปรับเปลี่ยนอารมณ์ของบุคคล แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ง่ายอย่างนั้น สมองของมนุษย์ไม่มีตัวรับคลื่นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อแปลงเป็นข้อมูลโดยตรง เหมือนการมองเห็น การรับกลิ่น การรับรส การได้ยิน และการสัมผัส หากเราจะกระตุ้นสมองให้สามารถทำงานได้จากคลื่นไฟฟ้าจากภายนอก หนทางที่อาจเป็นไปได้คือการผ่าตัดฝังไมโครชิปเข้าไปในสมองบริเวณต่างๆเพื่อรับสัญญาณไฟฟ้าดังกล่าว แต่ถ้าวิธีดังกล่าวฟังดูน่าเจ็บตัวไปหน่อย อีกหนทางที่น่าจะเป็นไปได้คือ นาโนแมชชีน ที่เมื่อรับเข้าสู่ร่างกายแล้วสามารถเดินทางไปยังบริเวณที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งเราอาจได้รับมันเข้าไปโดยการฉีดหรือแม้แต่การกิน ไมโครชิปหรือนาโนแมชชีนที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อสมอง (ถึงตอนนี้เราอาจจะมองข้ามเรื่องผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น โดยตีความเสียว่าในอนาคตข้างหน้า อุปสรรคความเข้ากันไม่ได้ของเนื้อเยื่อและวัสดุแปลกปลอมล้ำยุคจะถูกพิชิตในที่สุด) จะทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณไฟฟ้าจากภายนอกที่เข้ารหัสไว้ และตอบสนองโดยการกระตุ้นการทำงานของสมองในบริเวณที่เฉพาะเจาะจง อย่างเช่นรหัส A สำหรับอารมณ์สนุกสนานในวันปีใหม่ รหัส U สำหรับความรู้สึกอยากดูรายการตลกอย่างแรงกล้า หรือรหัส Y สำหรับความรู้สึกสงบราวกับนั่งสมาธิในป่าลึก เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างเป็นระบบยังทำให้เกิดบุคลิกภาพหลากหลายที่เราสามารถเลือกได้

คำตอบสำหรับความเป็นไปได้สำหรับเทคโนโลยีการปรับแต่งคือใช่ คำถามต่อมาคือแล้วเราควรจะทำมันหรือไม่? เพื่อที่จะตอบคำถามนี้ ประเด็นทางจริยธรรมและปรัชญาจะเข้ามาเกี่ยวข้อง

พิจารณาถึงการปรุงแต่งร่างกายแต่ภายนอก สังคมมนุษย์ได้ยอมรับการกระทำดังกล่าวมาตั้งแต่อดีตกาล การปรุงแต่งร่างกายให้สวยงามเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว ทำไมเล่า? มนุษย์ทุกคนก็อยากเห็นแต่สิ่งสวยงาม ทั้งยังอยากให้ตัวเองสวยงาม ดูดี มีสเน่ห์ ความสวยงามของร่างกายภายนอกทำให้เกิดประโยชน์ของมนุษย์ในเชิงสังคม ถึงแม้การกระทำบางกรณีจะดูน่ากังขาและควรถามถึงความเหมาะสมอย่างเช่นการผ่าตัด (เช่นศัลยกรรมใบหน้า ผ่าตัดแปลงเพศ) การใช้ยาหรือสารเคมี (เช่นฉีดฮอร์โมน โบท็อกซ์) แต่หากเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ไม่ก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพ ทั้งสังคมก็ยอมรับได้ (เฉกเช่นเรายอมรับการศัลยกรรมใบหน้าของดาราเกาหลี) ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ผิด

หากพิจารณาด้วยตรรกะเดียวกัน ก็ไม่น่าจะมีเหตุผลใดที่จะทำให้การปรุงแต่งอารมณ์และความรู้สึกเป็นเรื่องไม่น่าอภิรมย์ หากเรามีความรู้สึกที่ดี อารมณ์ดี ปราศจากความคิดในแง่ลบตลอดเวลาก็น่าจะดีไม่ใช่หรือ? แม้แต่ดาไล ลามะองค์ปัจจุบันก็ยังเห็นด้วยในข้อนี้(1) การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวน่าจะเป็นผลดีต่อบุคคลนั้นๆเอง และสังคม เมื่อสังคมเต็มไปด้วยคนที่ปราศจากความรู้สึกในแง่ลบ ปัญหาสังคม ปัญหาอาชญากรรมต่างๆอาจจะลดลงอย่างมากก็เป็นไปได้ และคุณภาพชีวิตมนุษย์ก็คงสูงขึ้นมากเมื่อถึงเวลานั้นปัญหาก็คือ การปรับเปลี่ยน ปรุงแต่งอารมณ์และความรู้สึกที่ว่าจะลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเราหรือไม่? นับแต่อดีตกาล เราเชื่อว่าบุคลิกภาพ อารมณ์และความรู้สึกที่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ผู้ที่เจริญคือผู้ที่สามารถควบคุมความรู้สึกและอารมณ์ให้ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม บุคลิกภาพทำให้เราเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เรามีเอกลักษณ์ที่แตกต่างไปจากผู้อื่น แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราสามารถ"ประดิษฐ์"อารมณ์ตามต้องการได้โดยไม่จำเป็นว่าสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เราสามารถร่าเริงได้อย่างสุดขีดในงานศพที่คนที่เรารัก หรือตื่นเต้นอย่างขีดสุดในภาวะที่ร่างกายเหน็ดเหนื่อยไม่พร้อมจะทำสิ่งใด หรือเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพไปเรื่อยๆทุกครั้งที่เปลี่ยนงานใหม่

เทคโนโลยี Neurocosmetics จะทำให้แก่นสารความเป็นมนุษย์ของเราลดลงหรือไม่

อีกคำถามหนึ่งคือ Neurocosmetics ทำให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดี และลดปัญหาสังคมได้จริงหรือไม่ เมื่อถึงวันหนึ่งที่เทคโนโลยีนี้เป็นความจริง คำถามคือใครบ้างที่มีสิทธิเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ วิทยาการดังกล่าวอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากจนกระทั่งเฉพาะชนชั้นสูงและอภิมหาเศรษฐีเท่านั้นที่มีสิทธิได้รับบริการ ขณะที่คนชนชั้นล่างก็ยังคงต้องผจญกับความรู้สึกในแง่ลบ อารมณ์ที่แปรปรวนในชีวิตประจำวัน ความไม่เท่าเทียมทางสังคมคงยิ่งขยายกว้างขึ้นกว่าเดิม (นอกจากชนชั้นสูงจะได้รับบริการทางวัตถุที่ดี พวกเขายังมีคุณภาพทางจิตที่ดีกว่า) และหากแม้เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถเข้าถึงทุกคน เรามีสิทธิหรือไม่ที่จะ"ไม่เลือก"ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว และการ"ไม่เลือก"ของเราจะส่งผลกับเราหรือไม่ เราจะถูกกีดกันเป็นคนนอกคอก ถูกจัดกลุ่มเป็นผู้มีความเสี่ยงที่จะมีความคิดในแง่ลบและพร้อมจะก่ออาชญากรรมหรือไม่ ดูเหมือนเป็นปัญหาทางศีลธรรมที่ดูไกลตัว และเราไม่มีทางรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่จนกว่าเทคโนโลยีนี้จะมาถึง...

...ผู้เขียนขอทิ้งท้ายบทความนี้โดยย้อนกลับไปยังนิยายวิทยาศาสตร์ต้นเรื่อง การถกเถียงในประเด็นเล็กๆน้อยๆของตัวเอกในเรื่องกับภรรยาจบลงที่ฝ่ายชายเสนอให้ฝ่ายหญิงปรับแต่งอารมณ์ของตนเองให้ดีขึ้น โดยเริ่มต้นจากการปรับแต่งอารมณ์ให้อยากดูโทรทัศน์แก้เบื่อ ภรรยาของเขากล่าวอย่างเหนื่อยหน่ายว่าเธอไม่มีความปรารถนาจะตั้งเครื่องให้เกิดอารมณ์ใดๆเลย ตัวเอกจึงย้อนกลับไปว่าถ้าอย่างนั้นก็ตั้งเครื่องปรับอารมณ์ให้เกิดความรู้สึก"อยากปรับอารมณ์"สิ เธอก็ย้อนกลับไปอีกว่า

"ฉันไม่ต้องการตั้งเครื่องให้สมองของฉันเกิดความอยากที่จะตั้งเครื่องหรอก! ถ้าฉันไม่เกิดความรู้สึกที่จะตั้งเครื่อง ฉันก็ไม่ต้องการตั้งเครื่องไปที่เลขนั้นมากที่สุด เพราะถ้าฉันทำ ฉันก็จะเกิดความต้องการที่จะตั้งเครื่องอีก และความรู้สึกแบบนั้นสำหรับฉันแล้วนับว่าเป็นแรงกระตุ้นที่ประหลาดที่สุดเท่าที่ฉันนึกได้ ฉันเพียงแต่อยากนั่งบนเตียงและจ้องมองพื้นห้อง"(2)



อ้างอิงจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cryptomnesia&date=04-11-2010&group=10&gblog=37

Bioethics : ชีวิตอันยืนยาวทำให้มนุษย์มีความสุขมากขึ้นหรือไม่

มนุษย์ต่างปรารถนาชีวิตอันยืนยาวมาช้านาน การมีชีวิตยืนยาวหมายความว่าเราจะมีประสบการณ์ในโลกมากขึ้น ย่อมเพิ่มโอกาสที่จะไขว่คว้าหาความสุขตามลัทธิสุขนิยม (hedonism) หรือมีเวลายาวนานมากขึ้นในการค้นคว้าแก่นสารในชีวิตปัจเจกชน มุ่งมั่นทำสิ่งที่ใฝ่ฝันอย่างอัตถิภาวะนิยม (existentialism) หรือใช้เวลาครุ่นคิดหาความจริงแท้ของชีวิตตามหลักศานตินิยม (non-hedonism)

ไม่ว่าจะดำรงชีวิตโดยหลักปรัชญาใด ชีวิตอันยืนยาวก็คงเป็นสิ่งพึงปรารถนา และมนุษย์ต่างทำทุกวิถีทางให้อยู่บนโลกนี้ได้ยาวนานยิ่งขึ้น นับแต่อดีตกาลก่อนประวัติศาสตร์ อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์มีค่าประมาณ 25-40 ปี ด้วยความก้าวหน้าทางอารยธรรม ปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับต่อวันจึงเพิ่มขึ้น สวัสดิภาพความปลอดภัยในชีวิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้ ณ ปัจจุบันมนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้นถึงประมาณ 80 ปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆในอนาคต





อนาคตที่มนุษย์จะมีอายุขัยเฉลี่ยเกินร้อยปีหรือมากยิ่งขึ้นไปกว่านั้นเป็นอนาคตที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความก้าวหน้าทางการแพทย์จะช่วยขจัดโรคร้ายที่คุกคามเมื่อเราชราภาพ อวัยวะที่เสื่อมตามกาลจะถูกปลูกถ่ายแทนที่ เทคโนโลยีทางชีวภาพและทางเภสัชกรรมจะช่วยให้เราสามารถหยุดยั้งหรือชะลอความแก่ชราของเซลล์ หรือแม้แต่เทคโนโลยีทางวิศวกรรมในการทดแทนอวัยวะของมนุษย์ด้วยจักรกล (Bionics) ดังนั้นคำถามเกี่ยวกับวิทยาการเพิ่มอายุขัยของมนุษย์จึงไม่ใช่ มันจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่เป็น จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น และเป็นคำถามสำคัญทางชีวจริยศาสตร์ข้อหนึ่งในปัจจุบัน

ดังที่กล่าวข้างต้น การมีชีวิตยืนยาวดูเหมือนจะเป็นสิ่งพึงปรารถนา เมื่อเรามีเวลาเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์บนโลกได้ยาวนานขึ้น แก้ไขสิ่งผิดพลาดในอดีตได้มากยิ่งขึ้น แต่แท้จริงแล้ว การมีชีวิตที่ยืนยาวจะทำให้สังคมมนุษย์โดยรวมมีความสุขมากขึ้นหรือไม่ เป็นคำถามที่ควรค่าแก่การหาคำตอบ และแน่นอนว่ารูปแบบสังคมมนุษย์ย่อมเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

การมีชีวิตอันยืนยาวอาจเป็นสวรรค์ของนักปราชญ์ เมื่อเวลาอีกมากมายมหาศาลให้ค้นคว้าหาความรู้ บุคคลหนึ่งๆอาจเลือกที่จะศึกษาหาความรู้ในหลายด้านหลากมิติ นักกรีฑา-พ่อครัว-นักดนตรี-ศาสตราจารย์ด้านวรรณคดี ทั้งหมดนี้อาจเป็นบุคคลเดียวในต่างช่วงเวลาของชีวิต หรือบุคคลหนึ่งอาจเลือกศึกษาความรู้ในเรื่องหนึ่งเรื่องเดียวอย่างลึกซึ้ง จนเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างที่สุดในรายละเอียดปลีกย่อยของสาขาที่ตนศึกษา การศึกษาค้นพบสิ่งใหม่ๆอาจเป็นไปอย่างก้าวกระโดด

นิยามของความรักจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ บุคคลหนึ่งจะสามารถครองคู่กับคู่รักของตนได้ยาวนานสักเพียงไหน... 80 ปี... 100 ปี... 200 ปี เมื่อมนุษย์รู้ว่าเวลาในชีวิตของตนเองเหลืออีกมากมายนัก ระยะเวลาในการสมรสอาจสั้นลงไปกว่าปัจจุบันเสียอีก เนื่องจากเราไม่ต้องอดทนอยู่ร่วมกันจนตายจาก ไม่ต้องสิ้นเปลืองเวลาอยู่กับความเบื่อหน่าย เมื่อรู้ว่ายังมีเวลาอีกมากในชีวิตเพื่อลองสิ่งแปลกใหม่ การหย่าร้างจักเป็นสิ่งธรรมดาสามัญเสียยิ่งกว่าก่อน นักจิตวิทยาเชื่อว่าในสถานการณ์ดังกล่าว รูปแบบการแต่งงานจะเปลี่ยนจากสิ่งยืนยาวเป็นสิ่งชั่วคราว

หากการมีชีวิตอันยืนยาวนั้นเกิดควบคู่กับการชะลอความเสื่อมความสามารถในการสืบพันธุ์ (โดยเฉพาะในเพศหญิง) อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อพ่อ-แม่-ลูกมีอายุต่างกันมาก เป็นต้นว่า 70-80 ปี หรือพี่น้องร่วมสายเลือดที่อายุต่างกันกว่า 50 ปี หรือพี่น้องต่างพ่อแม่อันไม่รู้จบที่เกิดจากการสมรสใหม่-ซ้ำแล้วซ้ำเล่า-ของบุพการี ความสัมพันธ์ทางเครือญาติคงซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ ความแตกต่างระหว่างวัยจะทำให้เกิดความเหินห่าง ความขัดแย้งในวงศาคณาญาติ...เมื่อทุกการตัดสินใจในตระกูลมีการตัดสินใจก่อนหน้า และคำเสนอแนะอันไม่รู้จบระหว่างเครือญาติ

ในด้านการงาน บริษัทต่างๆจะมีที่ว่างให้บัณฑิตจบใหม่ไฟแรงหรือไม่ เมื่อมีตัวเลือกของผู้สมัครที่อายุมากกว่าแต่มีประสบการณ์ในการทำงานมากกว่า 50 ปี หรือพนักงานเก่าที่ครองตำแหน่งในที่ทำงานมากว่า 100 ปี โลกนี้อาจหมุนไปด้วยบุคคลเพียงไม่กี่คน เนื่องจากผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ลงจากตำแหน่งหรือตายจากไป ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาในแต่ละคณะของมหาวิทยาลัยไม่เกษียณให้ใครเข้ามาแทนที่ ผู้นำศาสนาครองตำแหน่งยาวนานไม่มีใครสืบทอด นักสังคมวิทยาต่างเชื่อว่าสังคมที่ผูกติดกับบุคคลเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแทนที่ เป็นสัญญาณของความเสื่อมถอยของสังคมนั้น

การมีชีวิตอันยืนยาวอาจไม่ช่วยแก้ไขปัญหาสังคมที่สำคัญใดๆ ตัวอย่างเช่นสงคราม ความขัดแย้งระหว่างบุคคลนั้นไม่ถูกกำจัด หรืออาจยิ่งขยายภาพลักษณ์มากขึ้น เมื่อบุคคลที่เป็นอริกันไม่ตายจากกันไป และยังคงแพร่ขยายความเกลียดชังในระหว่างผู้มีชีวิต หรือปัญหาความยากจนและคุณภาพชีวิต การมีชีวิตอันยืนยาวอาจยิ่งขยายช่องว่างทางฐานะของปัจเจกชนยิ่งขึ้น เมื่อผู้มีฐานะมีอายุยืนยาว สะสมสินทรัพย์ทิ้งห่างผู้อื่นไปอย่างไม่รู้จบสิ้น

ณ เวลาปัจจุบัน เราอาจมองไม่เห็นภาพของปัญหาดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากอนาคตนั้นยังอีกไกลนักกว่าจะถึง และเมื่อเวลานั้นเราอาจไม่อยู่ทันเห็นปัญหา เพราะเราอาจจัดเป็นมนุษย์ยุคเก่าที่มีอายุขัยสั้น ขณะที่คนที่ประสบปัญหาคือทายาทของเรา มนุษย์ยุคใหม่ที่อายุขัยยืนยาว บางทีอาจเป็นหน้าที่ของทายาทของเราเหล่านั้นที่จักต้องแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง


เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงจาก Ker Than. Toward Immortality: The Social Burden of Longer Lives. LiveScience. 2006


อ้างอิงจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cryptomnesia&date=06-12-2010&group=10&gblog=38

Anthropomorphism: เมื่อความเป็นมนุษย์อยู่ในทุกแห่งหน

Anthropomorphism คือการถือกำหนดคุณลักษณะความเป็นมนุษย์ให้แก่สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ สิ่งของ สิ่งนามธรรม ที่มีอยู่จริงหรือมีอยู่เพียงแต่ในจินตนาการก็ตาม คุณลักษณะดังกล่าวอาจหมายถึงความมีสติสำนึกรู้ ความรู้สึก อารมณ์ การมีเจตจำนง รวมไปถึงคุณธรรมของมนุษย์

ตัวอย่างของ Anthropomorphism เช่น การที่เราไปเที่ยวต่างจังหวัดเสียหลายวันแล้วนึกสงสารต้นไม้ที่บ้าน นึกว่าต้นไม้คงจะหิวน้ำแย่ ทั้งที่ความจริงพืชไม่มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์ หรือการที่เราตะโกนใส่คอมพิวเตอร์เมื่อการทำงานของเครื่องไม่เป็นไปตามดั่งใจเรา ราวกับว่าเครื่องคอมพิวเตอร์จะรับรู้ความโกรธของเรา หรือการที่เราพูดกับรถยนต์ขอร้องให้เครื่องติดเมื่อสตาร์ทรถไม่ติด ทั้งที่รถยนต์ไม่มีเจตจำนงหรือความตั้งใจในการกระทำสิ่งใด

Anthropomorphism เป็นหัวข้อที่มีการศึกษาในศาสตร์ด้านจิตวิทยาและมานุษยวิทยา Anthropomorphism ดูเหมือนจะเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ ในการค้นหา กำหนดความหมายและความเป็นมนุษย์ที่ให้ทุกสิ่งที่เราประสบในโลก คำถามหนึ่งที่เป็นปริศนาในปัจจุบันคือเหตุใดมนุษย์จึงต้องกำหนดความเป็นมนุษย์ (anthropomorphise)* ให้กับสิ่งต่างๆด้วย บางที ความรู้ทางด้านชีววิทยาและประสาทวิทยาอาจช่วยตอบคำถามนี้ได้

*หมายเหตุ ผู้เขียนไม่ทราบว่า Anthropomorphism เทียบนิยามเป็นคำศัพท์ไทยว่าอะไร จึงขอใช้คำทับศัพท์ เช่นเดียวกับคำว่า anthropomorphise ซึ่งเป็นรูปกริยาของ Anthropomorphism




ภาพตัวอย่าง Anthropomorphism



จากการศึกษาทางโบราณคดี พบหลักฐาน Anthropomorphism ย้อนหลังไปไกลที่สุดคือเมื่อ 30,000 ปีที่แล้ว คือภาพวาดครึ่งคนครึ่งสัตว์บนผนังถ้ำ เช่นเดียวกันกับตำนาน ความเชื่อทางศาสนาต่างๆที่กล่าวถึงจิตวิญญาณของธรรมชาติ แม่น้ำ สายลม พระแม่ปฐพีที่ให้กำเนิดโลก พระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่ง และเทพเจ้าที่มีรูปลักษณ์และคุณธรรมอย่างมนุษย์

ศัพท์คำว่า Anthropomorphism ถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดยนักปราชญ์ชาวกรีกนามว่า Xenophanes เมื่อ 2,600 ปีก่อน เมื่อเขาสังเกตว่าผู้คนจะนับถือบูชาเทพเจ้าที่มีรูปลักษณ์เหมือนกับพวกเขา เช่น เทพเจ้าของชาวกรีกมักจะมีผิวกายขาว ในขณะที่เทพเจ้าของชาวเอธิโอเปียนมักจะมีผิวกายดำ Xenophanes ยังเสนออีกว่าหากม้าและลามีความเชื่อทางศาสนา พระเจ้าของพวกมันก็คงจะมีสี่ขา

Xenophanes อาจพูดถูกก็เป็นได้ เมื่อนักสัตววิทยาพบพฤติกรรม ‘rain dance’ ของลิงชิมแพนซี เมื่อเกิดฝนตกหนักและมีเสียงฟ้าร้อง ลิงชิมแพนซีจะปีนขึ้นไปบนยอดไม้ และกรีดร้องตอบโต้เสียงฟ้าร้อง คล้ายการคำรามใส่ศัตรูชิมแพนซีเพศผู้ตัวอื่น ราวกับว่ามีลิงตัวใหญ่บนฟ้าที่เป็นสาเหตุของพายุฝน เหมือนกับเทพเจ้า Zeus ในตำนานกรีกโรมัน บางคนเชื่อว่านี่อาจเป็นหลักฐานแสดงถึงการวิวัฒนาการทางศาสนาในลิงชิมแพนซี หรือไม่แน่ว่าลิงชิมแพนซีอาจจะ ‘chimpomorphise’ เสียงฟ้าร้องก็เป็นไปได้





การศึกษาทางด้านประสาทวิทยาแสดงให้เห็นถึงวงจรประสาทที่เกี่ยวข้องกับการ anthropomorphise โดย Prof. Christain Keysers มหาวิทยาลัย Medical Center Groningen ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำการทดลองโดยฉายภาพยนตร์ให้อาสาสมัครดูและวัดการทำงานของสมองด้วยเครื่อง fMRI เพื่อทดสอบว่ามีสมองส่วนใดที่ถูกกระตุ้น ภาพยนตร์มีทั้งหมดสองชุด ชุดที่หนึ่งเป็นภาพการต่อสู้ระหว่างบุคคล อีกชุดหนึ่งนั้น บุคคลถูกเปลี่ยนเป็นรูปสี่เหลี่ยมและวงกลม (คล้ายกับภาพเคลื่อนไหวจาก Heider F, Simmel M. An experimental study of apparent behavior. Amer J Psycho.1944 57:243–249. ลองกดดูเฉพาะภาพเคลื่อนไหวได้ที่ลิงค์นี้ *แนะนำให้กดดู)

ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า สมองส่วนที่มีการทำงานเมื่ออาสาสมัครดูภาพยนตร์เกี่ยวกับคนต่อสู้กันกับเมื่ออาสาสมัครดูภาพยนตร์รูปเรขาคณิตเคลื่อนไหวคล้ายต่อสู้กันไม่มีความแตกต่างกัน โดยสมองบริเวณที่ถูกกระตุ้นคือ mirror neuron system ใน premoter cortex (mirror neuron system หรือเซลล์ประสาทกระจกเงา เป็นกลุ่มเซลล์ประสาทที่มีการกระตุ้นตอบสนองเมื่อเราเห็นภาพการกระทำของบุคคลอื่น ในลักษณะเดียวกันกับเมื่อการกระทำนั้นเป็นของเราเอง) กล่าวในอีกนัยหนึ่งคือ อาสาสมัครแปลความหมายการเคลื่อนไหวของรูปเรขาคณิตว่ามีเจตจำนงเหมือนการต่อสู้ของมนุษย์ โดยใช้วงจรประสาทเดียวกัน

นอกจากการทดลองดังกล่าว ยังมีการทดลองอื่นที่ให้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน เช่นเมื่อฉายภาพยนตร์สองชุดให้อาสาสมัครดู ชุดที่หนึ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวของมนุษย์หยิบสิ่งของต่างๆ อีกชุดหนึ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ในกิริยาอาการเดียวกัน พบว่าสมองส่วน mirror neuron system ของทั้งสองกลุ่มนี้ก็ถูกกระตุ้นไม่แตกต่างกัน




ภาพประกอบแสดงการทำงานของ mirror neuron system ซึ่งมีการกระตุ้นในรูปแบบเดียวกันเมื่อลิงสังเกตการกระทำของตนอื่นและเมื่อลิงแสดงการกระทำนั้นๆด้วยตนเอง (Kandel ER et al. Principles of Neural Science. 4th edition)



เหตุใดเราถึงต้อง anthropomorphise? เป็นคำถามหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการหาคำตอบ Anthropomorphism มีประโยชน์อย่างไรต่อการดำรงชีวิตของเรานั้น นักมานุษยวิทยาและนักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่า มนุษย์วิวัฒน์คุณสมบัติดังกล่าวเพื่อเฝ้าระวังภัยที่ไม่สามารถคาดเดาได้เช่น การระแวงเสียงพุ่มไม้ที่สั่นไหวโดยตีความว่าอาจเป็นศัตรู หรือเพื่อประเมินความเชื่อถือของสิ่งที่ไม่รู้จักมาก่อนว่าเป็นมิตรหรือศัตรู การปรับตัวดังกล่าวถือเป็นกลยุทธที่เรียกว่า “ปลอดภัยดีกว่าเสียใจทีหลัง” โดยการใส่เจตจำนงและเหตุผลให้กับสิ่งต่างๆเราไม่เสียอะไรมากนัก เมื่อกับการละเลยมันไปแล้วพบภายหลังว่ามันเป็นสิ่งสำคัญทั้งในแง่ดีและแง่ลบ

จากข้อสันนิษฐานดังกล่าว Cacioppo Epley นักประสาทวิทยาศึกษาพบว่า เรามีแนวโน้มที่จะ anthropomorphise เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ จากการศึกษาพบว่าเมื่ออาสาสมัครคิดถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่คาดเดาไม่ได้อย่างเช่น นาฬิกาปลุกที่วิ่งไม่ให้กดปิดเมื่อถึงเวลาตื่น สมองส่วน ventromedial prefrontal cortex ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดถึงความคิดของผู้อื่นจะถูกกระตุ้น

นักวิศวกรรมหุ่นยนต์พบว่า เด็กเล็กจะมีความสนใจกับหุ่นยนต์ของเล่นที่แสดงพฤติกรรมเดิน เต้นรำ นอนหลับอย่างไม่แน่นอน เมื่อปรับเปลี่ยนให้หุ่นยนต์แสดงพฤติกรรมเป็นรอบจังหวะที่แน่นอนก็พบว่า เด็กเล็กหมดความสนใจไปโดยปริยาย





อีกหลักฐานหนึ่งที่สนับสนุนสมมติฐานนี้คือการตอบสนองเมื่อเราเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม เรามักตีความว่าเกิดจากความพิโรธของธรรมชาติ การเอาคืนของธรรมชาติที่ถูกล่วงเกินโดยมนุษย์

นอกจากนี้ มีการศึกษาพบว่า บุคคลที่บุคลิกภาพเปลี่ยวเหงา มีแนวโน้มที่จะ anthropomorphise มากกว่าบุคคลที่มีบุคลิกตรงข้าม ตัวอย่างที่ผู้อ่านอาจจะนึกภาพออกโดยง่ายคือภาพยนตร์เรื่อง Cast away ที่ทอม แฮงค์เล่นเป็นตัวเอกของเรื่อง ต้องติดเกาะนานหลายปีกับลูกวอลเล่ย์บอลลูกหนึ่ง จึงยึดถือเอามันเป็นเพื่อน ตั้งชื่อให้ พูดคุยกับมัน และเศร้าใจเมื่อต้องลาจากกัน

จากการศึกษาหนึ่งโดย Cacioppo Epley และคณะ อาสาสมัครที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Cast away ฉากที่ให้ความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว (เป็นวิธีการวิจัยประเภทหนึ่งทางจิตวิทยา ในการฉายภาพยนตร์ที่มีฉากสะเทือนอารมณ์ต่างๆเพื่อกระตุ้นให้ผู้ถูกทดสอบมีสภาวะอารมณ์ที่สอดคล้องกันนั้น) จะให้คะแนนคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์เช่น ‘มีความคิด’, ‘เห็นอกเห็นใจผู้อื่น’ ให้กับสัตว์เลี้ยงและพระเจ้า (ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์) มากกว่าคนที่ได้ดูฉากอื่นๆ

บางที Anthropomorphism อาจเป็นกลไกหนึ่งในพฤติกรรมการอยู่เป็นสังคมของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ถูกแยกห่างจากผู้อื่นและเกิดความรู้สึกเปลี่ยวเหงา เราจะสร้างเพื่อนในจินตนาการขึ้นมาโดยการ anthropomorphise





Anthropomorphism มีอิทธิพลต่อการกระทำ การตัดสินใจต่างๆของมนุษย์อย่างที่เราคาดไม่ถึง ตัวอย่างหนึ่งที่ฟังดูแล้วอาจขบขันคือการจากไปของเจ้า Clippy ตัวช่วย(?)ที่แถมมากับ Microsoft office รุ่นก่อนๆ ที่เสนอหน้าทุกครั้งเมื่อเรามีปัญหาในการใช้โปรแกรม การแส่เข้ามาของเจ้า Clippy มักไม่ช่วย และทำให้ผู้ใช้รู้สึกรำคาญ ถูกคุกคาม จน Microsoft office เวอร์ชั่นหลังๆต้องเอามันออกไป

เหตุผลที่ผู้ใช้ไม่ชอบเจ้า Clippy กันเท่าไรนักอาจเป็นเพราะว่าความที่มันเหมือนมนุษย์ (ทั้งที่รูปลักษณ์ไม่ใช่โดยสิ้นเชิง) Clippy ดูเหมือนตัวยุ่งที่โผล่มาอย่างคาดเดาไม่ได้ และมักขัดจังหวะการทำงาน น้อยครั้งที่ Clippy จะแก้ไขปัญหาให้ผู้ใช้งานได้ และเมื่อมันทำได้ ด้วยความที่เรารู้สึกว่ามันเหมือนมนุษย์ เราจึงรู้สึกว่าความดีความชอบในการแก้ปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวเรา และนั่นทำให้เราไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก

ปัญหาของ Clippy ก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกันกับเมื่อเราไม่พอใจคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานที่จู่ๆก็ปิดการทำงานหรือทำงานช้ามากอย่างไร้เหตุผล เราตะโกน ทุบถอง อารมณ์เสียใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีความนึกคิดใด คำอธิบายหนึ่งคือ เมื่อเราใช้งานคอมพิวเตอร์ เราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในระดับหนึ่งกับมัน และเมื่อมันไม่เป็นไปตามที่เราหวัง เราจะรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง ทรยศความเชื่อใจ และแสดงความรู้สึกโกรธ





หรือกรณีที่ฟังดูแล้วอาจเป็นตลกร้ายเช่น การฟ้องร้องความผิดทางกฎหมายจากสัตว์ มีการบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์กว่า 200 คดีที่มนุษย์ฟ้องร้องความเสียหายจากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการลักขโมย การฆาตกรรม (ในคดีหนึ่งที่มีการบันทึก เด็กผู้ชายถูกฆ่าตายขณะหลับบนเตียง ร่างกายถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ ฆาตกรที่ถูกนำมาขึ้นศาลคือหมูตัวหนึ่ง) สัตว์ถูกตัดสินให้จำคุกหรือประหารชีวิต เหตุเพราะมนุษย์ถือกำหนดว่า สัตว์ต้องมีคุณธรรม และรับผิดชอบต่อการกระทำที่มีเจตจำนงเหมือนกับมนุษย์

Anthropomorphism ยังทำให้มนุษย์รู้สึกว่า มีใครสักคนเฝ้ามองการกระทำของตนเองอยู่ ซึ่งอาจเป็นกลไกหนึ่งในการควบคุมทางศีลธรรมของมนุษย์ การศึกษาหนึ่งโดยมหาวิทยาลัย California in Los Angeles เมื่อให้อาสาสมัครเล่นเกมแข่งขันโดยมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง อาสาสมัครที่คอมพิวเตอร์แสดงดวงตาของตัวการ์ตูนจ้องมองอยู่จะมีความ ‘ใจดี’ ต่อคู่ต่อสู้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ถูกจ้องมอง ด้วยหลักการดังกล่าว รูปปั้นของพระเยซู พระแม่มารี หรือพระพุทธรูป ในสถานที่สำคัญต่างๆของแต่ละประเทศ อาจช่วยเตือนให้ผู้คนระลึกว่าพวกเขากำลังถูกจับตามองไม่ให้กระทำนอกลู่นอกทาง

กล่าวโดยสรุป การหาเหตุผล การใส่ความหมาย เจตจำนง คุณธรรม และคุณลักษณะอื่นๆของมนุษย์ให้กับสิ่งรอบกาย เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่มีโดยพื้นฐานของมนุษย์ เราอาจไม่ทราบเหตุผลอย่างแน่ชัดว่าเราวิวัฒน์คุณสมบัตินี้มาเพื่ออะไร การศึกษา Anthropomorphism เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น อาจนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตใจมนุษย์ และปฏิสัมพันธ์ที่เรามีต่อสิ่งต่างๆมากขึ้น


อ้างอิงจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cryptomnesia&group=10

เหตุผลว่าทำไมผู้หญิงต้องมีวัยหมดประจำเดือน (menopause)

ภาวะหมดประจำเดือน (menopause) คือความเสื่อมของรังไข่ที่นำไปสู่การหมดความสามารถในการสืบพันธุ์โดยสิ้นเชิงในเพศหญิง โดยเกิดในช่วงอายุประมาณ 40-50 ปี คุณลักษณะดังกล่าวดูเหมือนจะพบได้เฉพาะในมนุษย์เท่านั้น ขณะที่แทบไม่พบโดยสิ้นเชิงในอาณาจักรสัตว์

ในมุมมองเชิงวิวัฒนาการ ภาวะหมดประจำเดือนไม่น่าจะเป็นผลดีต่อสิ่งมีชีวิต และไม่น่าถูกคัดเลือกโดยธรรมชาติให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ หากมีตัวเลือกระหว่างมนุษย์ที่สืบพันธุ์ต่อไปได้เรื่อยๆไม่สิ้นสุดจวบจนอายุขัย กับมนุษย์ที่สามารถสืบพันธุ์ได้จนถึงช่วงอายุหนึ่ง จากนั้นจึงหมดความสามารถในการสืบพันธุ์ไป มนุษย์ประเภทแรกน่าจะถูกคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection)ให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ แต่ในความเป็นจริง มนุษย์ประเภทหลังกลับถูกคัดเลือกให้มีชีวิตรอด และเป็นบรรพบุรุษของพวกเราทุกคนในปัจจุบัน ก่อให้เกิดคำถามทางชีววิทยาที่น่าสนใจว่า เหตุใดมนุษย์จึงวิวัฒน์ภาวะหมดประจำเดือน

ก่อนที่จะตอบคำถามดังกล่าว ผมขอทบทวนความรู้เชิงสรีรวิทยาของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดประจำเดือนครับ

อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิงคือรังไข่ (ovary) ภายในรังไข่ประกอบด้วยเซลล์ไข่ (oocyte) หรือเซลล์สืบพันธุ์ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยฟอลลิเคิล (follicle) ในจำนวนที่จำกัด โดยเริ่มต้นที่ประมาณ 2 ล้านฟอลลิเคิล (oogonia) เมื่อแรกคลอดและไม่เพิ่มจำนวนอีกเลยตลอดชีวิต ฟอลลิเคิลจะเสื่อมสลายไปอีกจนเหลือประมาณ 400,000 ฟอลลิเคิลเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นสาว นอกจากนี้บางฟอลลิเคิลก็ไม่เจริญต่อไปอีกเลย การสืบพันธุ์ของเพศหญิงเกิดเป็นวงจร ในแต่ละวงจรจะมีการเจริญของฟอลลิเคิลเพียงกลุ่มหนึ่ง และมีเพียงหนึ่งฟอลลิเคิลเท่านั้นที่เกิดการตกไข่ (ovulation) กล่าวโดยสรุป ตลอดช่วงชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งจะมีฟอลลิเคิลประมาณ 400-500 ฟอลลิเคิลเท่านั้นที่เกิดการเจริญเปลี่ยนแปลงจนมีไข่ตก ฟอลลิเคิลนอกจากเป็นที่อยู่ของเซลล์สืบพันธุ์แล้วยังมีเซลล์อื่นๆประกอบซึ่งทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนที่จำเป็นต่อระบบสืบพันธุ์

ภาวะหมดประจำเดือนคือความเสื่อมของรังไข่ ฟอลลิเคิลจะสลายไปเกือบหมด ที่ยังเหลืออยู่ก็ไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศอีกต่อไป เมื่อไม่มีฟอลลิเคิลที่ทำงานได้ ฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนเพศหญิงก็จะลดลงอย่างมาก ทำให้ไม่เกิดการตกไข่ นอกจากนี้เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะบางลง น้ำหลั่งและมูกในช่องคลอดน้อยลง เต้านมมีขนาดเล็ก และผลต่อระบบอื่นๆในร่างกาย โดยสรุปแล้วภาวะหมดประจำเดือนทำให้การสืบพันธุ์ของเพศหญิงสิ้นสุดลง เป็นไปไม่ได้ และไม่เหมาะแม้แต่กระทั่งความพยายามที่จะให้เกิดเช่น เยื่อบุโพรงมดลูกที่บางลงไม่เหมาะสมให้เกิดการฝังตัวของไข่ที่ถูกปฏิสนธิ สภาวะช่องคลอดที่เปลี่ยนแปลงไม่เหมาะต่อการร่วมเพศและการเดินทางของอสุจิ เต้านมที่เล็กลงไม่เหมาะสำหรับการเลี้ยงดูบุตร



เหตุใดธรรมชาติจึงสรรสร้างภาวะหมดประจำเดือนมาเป็นของขวัญ (?) แด่มนุษย์ นักชีววิทยาหลายคนตั้งคำถาม แต่บางคนเลือกที่จะเพิกเฉยโดยให้ทัศนะว่าเป็นกระบวนเสื่อมสลายตามวัยโดยทั่วไปของร่างกาย เช่นเดียวกับการเสื่อมของกระจกตา การทำงานของไตที่ลดลง ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ความเสื่อมเป็นสัจธรรมของสิ่งมีชีวิต ระบบการทำงานของร่างกายถดถอยตามอายุที่มากขึ้น ภาวะหมดประจำเดือนอาจเป็นความเสื่อมปกติที่มนุษย์ต้องเผชิญ แต่เป็นปัญหาโดดเด่นขึ้นเมื่ออายุขัยเรายืนยาวกว่าในอดีต

แต่คำอธิบายดังกล่าวไม่สมบูรณ์ทันที เมื่อเราเทียบกับระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย เพศชายสามารถสืบพันธุ์ได้เรื่อยๆจนหมดอายุขัย เราคงเคยได้ยินกรณีของบิดาที่มีอายุมากกว่า 60 ปีบ่อยๆ และคุณพ่ออายุมากกว่า 70 ปีก็มีบันทึกไว้ในสถิติโลก แน่นอนว่าจำนวนอสุจิในเพศชายนั้นลดลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่ความสามารถในการสืบพันธุ์นั้นไม่ได้สูญเสีย และไม่หมดไปอย่างสิ้นเชิงเมื่ออายุถึงจุดๆหนึ่งอย่างเช่นในเพศหญิง นอกจากนี้ภาวะดังกล่าวก็แทบไม่พบในสัตว์สปีชี่ส์อื่น มีการรายงานถึงภาวะเป็นหมันในสัตว์อายุมากที่อาศัยในป่า หรือสัตว์ที่มีอายุขัยยืนยาวกว่าปกติที่อาศัยในสวนสัตว์ แต่จำนวนหลักฐานก็ไม่มากพอที่จะกำหนดข้อสรุปหรือนิยามของภาวะแบบเดียวกับการหมดประจำเดือนในมนุษย์

สัตว์สองชนิดที่อาจมีภาวะใกล้เคียงกับการหมดประจำเดือนในมนุษย์มากที่สุดคือหนูออสเตรเลียที่มีถุงหน้าท้อง (Australian marsupial mouse) ซึ่งตัวผู้มีรูปแบบการสืบพันธุ์แบบบิ๊กแบง (big bang reproduction) คือหลังจากสืบพันธุ์กับตัวเมีย ราวสิงหาคมตัวผู้ทั้งหมดจะกลายเป็นหมันจากนั้นก็ตายในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ทิ้งประชากรเพศเมียจำนวนมากที่อยู่ในสภาวะตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวก็ไม่สามารถเทียบเคียงการหมดประจำเดือนได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากไม่มีช่วงหลังหมดประจำเดือน (ที่ยังดำรงชีวิตต่อไปได้) อย่างในมนุษย์ สัตว์อีกชนิดหนึ่งที่มีภาวะใกล้เคียงกับการหมดประจำเดือนกว่าคือปลาวาฬเพชฌฆาต (killer whale) ซึ่งตัวเมียจะมีการเสื่อมของรังไข่เมื่ออายุราว 30-40 ปีและดำรงชีวิตต่อไปได้อีกราว 14 ปีหลังจากนั้น

ดังนั้น ภาวะหมดประจำเดือนก็ไม่ได้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในมนุษย์เสียทีเดียว เรายังมีญาติอีกหนึ่งสายพันธุ์คือปลาวาฬเพชฌฆาต แต่ก็ใช่ว่าเราจะสืบทอดภาวะหมดประจำเดือนจากปลาวาฬเพชฌฆาต เพราะเรามีบรรพบุรุษร่วมกับปลาวาฬเพชฌฆาตเมื่อราวห้าสิบล้านปีที่แล้ว ในขณะที่มีบรรพบุรุษร่วมกับไพรเมตใกล้ชิดอย่างกอริลล่าหรือชิมแพนซีเมื่อราวเจ็ดล้านปีก่อน แต่ทั้งกอริลล่าและชิมแพนซีต่างไม่มีภาวะหมดประจำเดือนเหมือนกับเราและปลาวาฬเพชฌฆาต ดังนั้นเป็นไปได้ว่าทั้งเราและปลาวาฬเพชฌฆาตต่างวิวัฒน์ภาวะหมดประจำเดือนขึ้นมาอย่างเป็นเอกเทศ นั่นทำให้ภาวะหมดประจำเดือนเป็นคุณลักษณะที่น่าจะมีความหมายสำคัญมากขึ้น

เพื่อตอบคำถามว่าทำไมมนุษย์เพศหญิงถึงมีภาวะหมดประจำเดือน เราลองมาพิจารณาพฤติกรรมและรูปแบบการสืบพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์กันครับ มนุษย์มีพฤติกรรมการสืบพันธุ์ตลอดทั้งปี ตั้งครรภ์เฉลี่ยยาวนาน 9 เดือน มีบุตรโดยเฉลี่ยครั้งละ 1 คน เมื่อคลอดบุตรแล้วเพศหญิงจะเป็นหมันไประยะหนึ่งตลอดช่วงให้นมบุตร (lactational amenorrhea) และเด็กต้องพึ่งพาพ่อแม่ไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นระยะเวลาอันยาวนานหลายปีกว่าที่จะช่วยเหลือตนเองได้สมบูรณ์ จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าการสืบพันธุ์ของมนุษย์เป็นการลงทุนที่สูงมาก สิ้นเปลืองพลังงานและค่าใช้จ่าย (ในรูปแบบของแคลอรี่และเวลา) มากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นในอาณาจักรสัตว์

เมื่อเปรียบกับการลงทุนที่ต่ำกว่าในสัตว์อื่นๆ หนูตะเภาตั้งครรภ์ราว 4 สัปดาห์มีลูกครั้งละ 12 ตัว หย่านมราว 1 เดือนและหาอาหารเองได้ทันทีหลังจากนั้น บางคนอาจบอกว่ามันดูไม่ยุติธรรมเมื่อเทียบกับหนูตะเภาที่มีอายุขัยสั้นมาก กระบวนการทุกอย่างจึงรวดเร็วได้เปรียบกว่า แต่หากตัดประเด็นเรื่องระยะเวลาที่ใช้ก็ยังมีประเด็นของจำนวนที่เหนือกว่ามนุษย์ หรือลองเปลี่ยนมาพิจารณาญาติใกล้ชิดอย่างกอริลล่าและลิงชิมแพนซี กอริลล่ามีระยะเวลาตั้งครรภ์ใกล้เคียงกับมนุษย์มากคือเฉลี่ย 8 เดือนครึ่ง ส่วนลิงชิมแพนซีใช้เวลาเพียง 6 เดือน จำนวนบุตรที่คลอดนั้นเท่าเทียมกันคือเฉลี่ยครั้งละ 1 คน (แฝดเกิดขึ้นได้แต่โอกาสน้อยมาก) แต่ทั้งกอริลล่าและลิงชิมแพนซีมีการลงทุนในการสืบพันธุ์ต่ำกว่ามนุษย์ในประเด็นของการพึ่งพิงพ่อแม่ ลูกลิงสามารถหาอาหารด้วยตนเอง ช่วยเหลือตนเองได้หลังจากหย่านมแม่ทั้งสองสายพันธุ์

หากยังคงเปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ จะพบว่าการลงทุนด้านการสืบพันธุ์ของมนุษย์ยังครองตำแหน่งที่สูงด้วยปัจจัยที่ควรเน้นเป็นพิเศษคือการพึ่งพิงพ่อแม่ของลูก มนุษย์มีรูปแบบสังคมที่พิเศษกว่าสัตว์อื่นมาก เด็กต้องพึ่งพิงพ่อแม่เป็นระยะเวลานานเกือบสิบปีเพื่อที่จะเรียนรู้การใช้เครื่องมือ การประกอบอาหาร ภาษา ทักษะทางสังคมและทักษะการอยู่รอดอื่นๆจากพ่อแม่ และยาวนานขึ้นไปอีกถึงวัยเจริญพันธุ์ในยุคปัจจุบันเมื่อมีปัจจัยทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นหน้าที่ของแม่จึงไม่ได้หมดแค่การคลอดและให้นมลูก หากแต่ยังต้องดูแลจนกว่าลูกจะช่วยเหลือตนเองได้

อีกประเด็นสำคัญที่สมควรเน้นคือ ในการลงทุนดังกล่าว แม่ต้องลงทุนมากกว่าพ่อ แม้ว่าส่วนแบ่งทางพันธุกรรมจะเท่าเทียมกันเนื่องจากลูกได้รับยีนจากพ่อและแม่อย่างละครึ่ง (ส่วนแบ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะแสวงหาผลประโยชน์จากพันธุกรรมของลูก แต่เรากำลังพูดในมุมมองเชิงชีววิทยา ซึ่งสิ่งมีชีวิตมีเป้าหมายในการถ่ายทอดพันธุกรรมหรือยีนของตนเองของตนเองให้ได้มากที่สุดครับ) แต่การเจริญของไข่ที่ถูกปฏิสนธิเกิดขึ้นในครรภ์ของผู้หญิง แม่จึงต้องลงทุนมากกว่าพ่อโดยปริยาย เนื่องจาก 1) ผู้หญิงต้องสูญเสียพลังงานในการหล่อเลี้ยงครรภ์ 2) ผู้หญิงต้องสูญเสียโอกาสในการสืบพันธุ์ระหว่างตั้งครรภ์ขณะที่ผู้ชายไม่ 3) ผู้หญิงมีความมั่นใจในทายาทมากกว่าผู้ชาย (เนื่องจากทารกอยู่ในครรภ์ของตนเอง) การลงทุนที่ไม่เท่าเทียมกันนี้เกี่ยวข้องอะไรกับคำถามที่เราสงสัย ผมจะเฉลยในตอนท้ายครับ

การตายระหว่างคลอดมีสาเหตุหลักประการหนึ่งคือน้ำหนักตัวของทารกในครรภ์ ผู้หญิงหนัก 45 กิโลกรัมสามารถคลอดลูกที่มีน้ำหนักราว 2.7 กิโลกรัม หรือ 6% ของน้ำหนักตัว ในขณะที่ลิงกอริลล่าหนักสองเท่า (90 กิโลกรัม) คลอดลูกหนักเพียง 1.3 กิโลกรัม น้ำหนักตัวที่มากและการพัฒนาของกะโหลกศีรษะที่ใหญ่เป็นพิเศษในมนุษย์ทำให้การคลอดเป็นภาระอันหนักหน่วงและทรมานมากในผู้หญิง ผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงที่จะตายระหว่างคลอดในภาวะที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ และหากแม่ตายระหว่างคลอดลูกในขณะที่ลูกคนก่อนหน้ายังไม่พ้นวัยที่ช่วยเหลือตนเองได้ อัตราการอยู่รอดของลูกคนก่อนหน้าก็จะลดลงไปด้วย

อัตราการตายระหว่างคลอดจะเพิ่มขึ้นตามอายุของแม่ นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่นที่ตามมาในผู้หญิงมีลูกขณะอายุมากเช่น การแท้ง ทารกน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ความผิดปกติทางพันธุกรรมเช่น โรคดาวน์ซินโดรม (1 ใน 1,000 กรณีมีบุตรช่วงอายุก่อน 30 ปี, 1 ใน 300 กรณีมีบุตรช่วงอายุ 35-39 ปีและ 1 ใน 50 กรณีมีบุตรช่วงอายุ 40-45 ปี) ดังนั้นการมีลูกเมื่ออายุมากจึงไม่เป็นผลดีเลยในมนุษย์ และร้ายแรงถึงขั้นกระทบต่อความอยู่รอดของยีนที่ส่งต่อไปแล้ว (ลูกคนก่อนหน้า) ธรรมชาติจึงคัดเลือกมนุษย์เพศหญิงที่หยุดความสามารถในการสืบพันธุ์ไปเลยเมื่ออายุถึงจุดสมควรให้อยู่รอดต่อไป มีโอกาสส่งต่อยีนไปยังลูกหลานมากกว่า ความอยู่รอดของผู้หญิงไม่ได้ส่งผลแค่การอยู่รอดของลูก (ส่วนแบ่งทางพันธุกรรม 50%) แต่ยังส่งผลถึงการอยู่รอดของหลาน (ส่วนแบ่งทางพันธุกรรม 25%) อีกด้วย เนื่องจากสังคมมนุษย์มีความพิเศษอีกประการหนึ่งคือการอยู่ร่วมเป็นวงศาคณาญาติ หญิงที่แก่ชราจะมีส่วนร่วมในการแบ่งเบาภาระของมารดาโดยการช่วยเลี้ยงดูบุตรหลาน เพิ่มโอกาสอยู่รอดของเด็ก



และเหตุที่เพศชายไม่มีภาวะที่เทียบเคียงกับการหมดประจำเดือนก็เนื่องจากการลงทุนที่น้อยกว่าดังที่ผมกล่าวมาข้างต้น ร่วมกับข้อเท็จจริงอันเลือดเย็นที่ว่า ผู้ชายไม่ต้องคลอดจึงไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะตายระหว่างคลอด และผู้ชายก็ไม่มีความเสี่ยง (หรือมีน้อยมาก) ที่จะตายระหว่างร่วมเพศ ดังนั้นกิจกรรมทางเพศของผู้ชายจึงดูจะให้ผลกำไรมากกว่าผู้หญิง ถึงแม้ผู้หญิงคู่ครองตายระหว่างคลอด ผู้ชายก็สามารถหาคู่สืบพันธุ์ใหม่ได้เรื่อยๆ ด้วยเหตุนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ผู้ชายจะต้องหยุดความสามารถในการสืบพันธุ์เมื่ออายุมากขึ้นแต่อย่างใด (อะไรนะครับ ได้ยินเสียงบ่นแว่วๆว่าผู้ชายทำไมดูเห็นแก่ตัวจัง - -")

แน่นอนว่าคำอธิบายทั้งหมดนี่เป็นการตอบคำถามในมุมมองของชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการ (evolutionary biology) ที่อาจมีส่วนถูกหรือผิดก็ได้ ไม่สามารถสรุปฟันธงได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากข้อจำกัดในการศึกษา เราไม่สามารถทดลองตรวจสอบผลได้ หรือถ้าทำได้ก็คงยากมากที่จะอยู่รอสังเกตผลที่เกิดขึ้นในสเกลหลักแสนหลักล้านปีครับ ในอนาคตข้างหน้าเราอาจพบหลักฐาน หรือการศึกษาในสายพันธุ์เทียบเคียงอย่างปลาวาฬเพชฌฆาต ที่ช่วยให้เราเข้าใจระบบสรีรวิทยาอันพิศวงของการสืบพันธุ์ก็ได้ครับ


อ้างอิงจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cryptomnesia&group=10

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ข้อจำกัดของความฉลาด

ในมุมมองทางวิวัฒนาการ ยิ่งสิ่งมีชีวิตมีความฉลาดมากเท่าไรก็ยิ่งดี เนื่องจากความฉลาดกว่าหมายถึงโอกาสการอยู่รอดที่สูงกว่า สัตว์ที่ฉลาดสามารถแก้ปัญหาหรือภัยอันตรายจากสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่า และมนุษย์เราดูเหมือนจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุดในโลกนี้ แต่ทุกคนเคยสงสัยกันบ้างไหมครับว่าความฉลาดมีข้อจำกัดหรือไม่ เราจะสามารถฉลาดไปมากกว่าที่เป็นอยู่ได้อีกแค่ไหน และอะไรเป็นตัวกำหนดความฉลาดของเรา

นิตยสาร Scientific American ฉบับล่าสุดได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวเป็นบทความหลักประจำเล่ม ซึ่งเขียนออกมาได้น่าสนใจ
แน่นอนว่าสมองเป็นอวัยวะที่รับผิดชอบต่อสติปัญญาและความฉลาด และความฉลาดของสัตว์โลกที่แตกต่างกันก็เป็นผลมาจากวิวัฒนาการทางระบบประสาทที่แตกต่างไม่เท่าเทียมกัน นับตั้งแต่ผึ้งที่มีเพียงปมประสาทจิ๋วบรรจุเซลล์ประสาทไม่ถึงแสนเซลล์ แต่สามารถทำงานซับซ้อนอย่างการจดจำเส้นทางและเป้าหมายได้ (navigation) ไปจนถึงช้างตัวมหึมาที่มีสมองใหญ่กว่ามนุษย์เกือบสี่เท่า เซลล์ประสาทจำนวนมากกว่าถึงสองเท่า แต่มีความฉลาดไม่เท่าและตกเป็นเบี้ยล่างมนุษย์มายาวนานหลายศตวรรษ ความฉลาดไม่ได้ขึ้นกับขนาดสมองที่ใหญ่อย่างเดียว อีกตัวอย่างหนึ่งคือวัวกับหนูซึ่งมีขนาดสมองแตกต่างกันหลายเท่า แต่วัวมีความฉลาดน้อยกว่าหนูเสียอีก


Eugene Dubois นักชีววิทยาชาวเยอรมัน (คนเดียวกับคนที่ค้นพบกะโหลกศีรษะของ Homo erectus ในชวาเมื่อปี 1892) ได้ค้นคว้าศึกษาหาวิธีการประเมินความฉลาดโดยคร่าวของสัตว์จากขนาดกะโหลกศีรษะ โดยสมมติฐานเบื้องต้นว่าสัตว์ที่มีน้ำหนักสมองต่อน้ำหนักตัวมากกว่าจะฉลาดกว่า จากการศึกษาในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม Dubois พบว่าขนาดสมองจะขยายช้ากว่าน้ำหนักตัวประมาณ 3/4 อย่างเช่นตัว muskrat (หนูยักษ์ชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายตัวบีเวอร์) มีขนาดตัวใหญ่กว่าหนูบ้าน 16 เท่า แต่มีขนาดสมองใหญ่กว่า 8 เท่า 

จากการประเมินดังกล่าว เขาได้สร้าง “กฎ 3/4” ซึ่งเป็นกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักสมองและน้ำหนักตัวของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดยเฉลี่ย ซึ่งสัตว์แต่ละชนิดจะมีการเบี่ยงเบน (encephalization quotient) จากค่าทำนายน้ำหนักสมองไม่เท่ากัน โดยพบว่ามนุษย์เบี่ยงเบนสูงกว่าค่าทำนายมากที่สุดคือ 7.5 เท่าของค่าทำนาย หมายความว่ามนุษย์มีสัดส่วนน้ำหนักสมองต่อน้ำหนักตัวมากที่สุดเมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มนุษย์ทุ่มเทให้กับการเจริญเติบโตของสมองมากกว่าสัตว์อื่นๆนั่นเอง



น้ำหนักสมองต่อน้ำหนักตัวที่มากกว่าสัตว์ชนิดอื่นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ฉลาดกว่า และความฉลาดดังกล่าวนั้นเองที่ทำให้เราก้าวหน้าเหนือสัตว์ชนิดอื่น ดำรงชีวิตอยู่รอดได้และก้าวขึ้นมาครองโลก ในส่วนนี้เราต้องขอบคุณอวัยวะสีเทา-ขาวที่เรียกว่าสมอง สมองที่มีขนาดใหญ่หมายถึงพื้นที่สำหรับเซลล์ประสาทที่มาก เซลล์ประสาทคือหน่วยทำงานย่อยของระบบประสาท เซลล์จำนวนมากย่อมส่งผลให้การทำงานของสมองมีประสิทธิภาพขึ้น และยิ่งจำนวนเซลล์ประสาทมากขึ้น ความซับซ้อนของสมองก็เพิ่มขึ้นเนื่องจากการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทที่มากขึ้น 

หมายเหตุ เซลล์ประสาทนั้นประกอบด้วยตัวเซลล์ (soma) เดนไดรท์ (dendrite) และเอ็กซอน (axon) เดนไดรท์เป็นแขนงที่ยื่นออกจากตัวเซลล์เพื่อรับข้อมูล และส่งต่อไปยังตัวเซลล์เพื่อทำการประมวลผล ส่วนเอ็กซอนเป็นแขนงยาวที่ส่งต่อข้อมูลไปยังเซลล์อื่น การส่งสัญญาณของเซลล์ประสาทนั้นใช้หลักการทางเคมีไฟฟ้าคือการไหลเวียนของไอออนระหว่างนอกและในเซลล์ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงศักย์ไฟฟ้า การติดต่อระหว่างเซลล์ประสาทนั้นเกิดขึ้นบริเวณไซแนปส์ (synapse) ซึ่งคือบริเวณที่เซลล์ประสาทมีการเชื่อมต่อกัน และส่งสัญญาณระหว่างกันโดยใช้สารเคมี (สารสื่อประสาท) หรือกระแสไฟฟ้า (การไหลผ่านของไอออน)



ถ้าเช่นนั้น วิวัฒนาการก็น่าจะนำเราไปสู่ขนาดสมองที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ (เทียบกับน้ำหนักตัวที่ค่อนข้างคงที่) เพื่อเพิ่มความฉลาดอันไม่สิ้นสุด แต่การเพิ่มขนาดดังกล่าวดูจะมีข้อจำกัดหลายประการ ประการที่หนึ่งคือขนาดกะโหลกศีรษะที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการคลอดและเพิ่มความเสี่ยงหรืออัตราการตายระหว่างคลอด (ณ ปัจจุบัน ขนาดศีรษะของทารกก็ยังเป็นปัญหาในการคลอดของมนุษย์ดังที่เคยเขียนในบล็อกที่แล้ว) แต่หากเราสมมติว่าในอนาคตข้างหน้า วิวัฒนาการสามารถแก้ปัญหาความเสี่ยงในการคลอดนี้ได้ในที่สุด จะยังคงมีข้อจำกัดในการขยายขนาดของสมองหรือไม่

จากการศึกษาชีววิทยาระบบประสาทของสัตว์ต่างๆ ขนาดของสมองที่ใหญ่ขึ้นโดยทั่วไปจะสัมพันธ์กับขนาดของเซลล์ประสาทที่ใหญ่ขึ้น ร่วมกับการเกิดที่ว่างระหว่างเซลล์มากขึ้น ซึ่งต้องการเอ็กซอนที่ยาวขึ้นเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างกัน เอ็กซอนที่ยาวขึ้นหมายความว่าระยะทางที่ใช้ในการสื่อสารที่มากขึ้น หากสมองไม่มีการปรับให้ความเร็วในการส่งสัญญาณนั้นเพิ่มขึ้นขนานกับระยะทางที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือความล่าช้าในการทำงาน อันกลายเป็นผลเสียที่เกิดขึ้นจากขนาดสมองที่ใหญ่ขึ้นในที่สุด

อย่างไรก็ตาม สมองเพิ่มความเร็วในการส่งสัญญาณประสาทผ่านเอ็กซอนด้วยสองวิธีหลัก (ทั้งสองวิธีนี้ถูกใช้ควบคู่กันไป) คือการสร้างไขมันซึ่งเป็นฉนวนไฟฟ้าหุ้มเอ็กซอนเป็นปล้องๆโดยกระบวนการที่มีชื่อเรียกว่า myelination ฉนวนดังกล่าวจะทำให้การส่งสัญญาณไฟฟ้าเกิดขึ้นแบบกระโดด (propagate by saltation) ซึ่งเร็วกว่าการส่งสัญญาณแบบปกติอย่างมาก ในขณะเดียวกันเส้นผ่านศูนย์กลางหรือความหนาของเอ็กซอนที่เพิ่มขึ้นก็เพิ่มความเร็วในการส่งสัญญาณเช่นกัน เนื่องจากขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่เพิ่มขึ้นจะช่วยลดความต้านทานทางไฟฟ้าให้น้อยลง ซึ่งนอกจากสมอง ในระบบประสาทส่วนปลายก็มีเซลล์ประสาทหลากหลายขนาดจำเพาะต่อหน้าที่แตกต่างกันไป



ดังนั้น หากเพิ่มขนาดสมองให้ใหญ่ขึ้นโดยเพิ่มความหนาของเอ็กซอนเพื่อการส่งสัญญาณในระยะทางไกลอย่างมีประสิทธิภาพ ราคาแสนแพงที่ต้องจ่ายคือพลังงานแคลอรี่ที่เพิ่มขึ้น ด้วยสมองมนุษย์วัยผู้ใหญ่ขนาดปัจจุบัน 1.4 กิโลกรัมหรือราว 2% ของน้ำหนักตัวทั้งหมดต้องการพลังงานถึง 20% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในขณะพัก (ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจกว่าคือในกรณีของทารก สมองต้องการพลังงานถึง 65% ในสภาวะเดียวกัน) สมองกระหายพลังงานจำนวนมากเพื่อนำไปเลี้ยงเซลล์ประสาท และการเพิ่มขนาดของเซลล์ประสาทย่อมหมายถึงความต้องการพลังงานอันมากขึ้น นอกเหนือจากนั้นพลังงานที่ต้องการมากขึ้นก็ไม่ได้เท่าเทียมกับการทำงานที่เพิ่มขึ้นด้วย นักประสาทวิทยาพบว่าการเพิ่มขนาดของเอ็กซอนสองเท่าต้องการพลังงานหล่อเลี้ยงมากขึ้นสองเท่าเช่นกัน แต่ความเร็วในการส่งสัญญาณประสาทที่ได้นั้นเพิ่มขึ้นเพียง 40%

อีกหนทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือการเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทให้รวมกลุ่มกันหนาแน่นและเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ด้วยระยะทางสั้นๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มการทำงานของสมองโดยไม่สูญเสียความเร็วในการส่งสัญญาณประสาท ซึ่งในปี 2005 นักประสาทวิทยาชาวเยอรมัน Gerhard Roth และ Urusula Dicke ได้เสนอว่าความฉลาดนั้นขึ้นกับ “จำนวนเซลล์ประสาทในสมองและความเร็วในการส่งสัญญาณประสาท” โดยสมมติฐานดังกล่าวนั้นมีหลักฐานสนับสนุนจากการศึกษาในมนุษย์ นักวิจัยพบว่าในคนที่ฉลาดจะมีเส้นทางในการส่งสัญญาณประสาทในสมองที่สั้นกว่าและเร็วกว่า อย่างไรก็ตามหนทางดังกล่าวก็ยังเผชิญกับอุปสรรคเดียวกันคือความต้องการพลังงานจำนวนมากในการรองรับการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทที่เพิ่มขึ้น

เมื่อตอนต้น ผมได้พูดถึงการส่งสัญญาณของเซลล์ประสาทโดยอาศัยหลักการทางเคมีไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของไอออนระหว่างนอกและในเซลล์ การเคลื่อนที่ของไอออนดังกล่าวถูกควบคุมโดยโปรตีนบนเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทซึ่งทำหน้าที่เหมือน “ประตู” เปิดให้ไอออนเข้า-ออก (ion channel) แต่ประตูดังกล่าวมีความจำเพาะเจาะจงต่อไอออนและเปิด-ปิดขึ้นกับสถานการณ์ซึ่งในที่นี้คือการเปลี่ยนแปลงความต่างศักย์ บนเยื่อหุ้มเซลล์มีประตูดังกล่าวจำนวนมากและมันทำงานโดยการ “โหวต” กล่าวคือการเปลี่ยนแปลงของประตูข้างมากจะกำหนดเหตุการณ์ทางไฟฟ้าที่เกิดขึ้นกับเซลล์ประสาท

เมื่อนักชีววิทยาแยกโปรตีนบนเยื่อหุ้มเซลล์ดังกล่าวมาศึกษาเดี่ยวๆ และทำให้เกิดความต่างศักย์ที่จะกระตุ้นการเปิดของ ion channel นักชีววิทยาพบว่า ion channel จะมีความแปรผันในการตอบสนองอย่างมาก กล่าวคือบางครั้งมันปิดในเวลาที่ควรจะเปิด หรือเปิดขึ้นเองในขณะพักไม่มีสิ่งใดกระตุ้น การให้ความต่างศักย์เข้าไปเป็นเพียงการเพิ่มโอกาสหรือความน่าจะเป็นในการเปิดของ ion channel เดี่ยวๆ เท่านั้น



สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเซลล์ประสาทมีขนาดเล็กลงคือพื้นที่บนเยื่อหุ้มเซลล์ที่น้อยลงและ ion channel ที่ลดลงด้วย (ส่งผลให้เกิดการโหวตเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะของเซลล์ประสาทด้วยจำนวนเสียงที่น้อยลง อ๊ะ! ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะครับ ) ผลที่ตามมาคือการ “เปิดขึ้นเอง” ของ ion channel ทำให้เกิดการส่งสัญญาณกระแสไฟฟ้าแบบสุ่มบ่อยครั้ง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “สัญญาณรบกวน” นั่นเอง ยิ่งเซลล์ประสาทมีขนาดเล็กลงเท่าไร สัญญาณรบกวนก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น โดยนักวิจัยคำนวณว่าหากเอ็กซอนมีขนาดเล็กลงไปถึง 150-200 นาโนเมตร สัญญาณรบกวนจำนวนมากจะปรากฏอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สมองอาจแก้ปัญหาโดยเพิ่มกลไกกำจัดสัญญาณรบกวน แต่นั่นก็หมายถึงโมดูลการทำงานของสมองที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขนาดสมองและความต้องการพลังงานที่มากขึ้นในที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือ การลดขนาดของเซลล์ประสาทประสบปัญหาเดียวกับการลดขนาดของตัวรับสัญญาณ-ส่งข้อมูลในเชิงวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นที่ทราบกันว่าการลดขนาดทรานซิสเตอร์นั้นมีข้อจำกัด เมื่อลดขนาดของทรานซิสเตอร์ลงไปในระดับนาโน ปัญหาทางควอนตัมจะเกิดขึ้น อะตอมเดี่ยวของโบรอนมีโอกาสที่จะดำรงอยู่หรือหายไปและทำให้การทำงานของทรานซิสเตอร์นั้นไม่สามารถทำนายได้



ดูเหมือนว่ามนุษย์เราจะเผชิญข้อจำกัดในการเพิ่มความฉลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มันเป็นข้อจำกัดที่แท้จริงหรือไม่ แน่นอนว่าสมองนั้นรับผิดชอบความฉลาดอย่างที่กล่าวมาในต้นกระทู้ แต่ความฉลาดอาจถูกควบคุมโดยกลไกที่นอกเหนือไปจากสมองเดี่ยวๆ

ในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย ผึ้งได้ปรับใช้วิธีดังกล่าว นักชีววิทยาเชื่อว่าความฉลาดของผึ้ง (และแมลงอื่นที่มีรูปแบบสังคมคล้ายคลึงเช่น มด ปลวก) เกิดจากการอยู่รวมกลุ่มเป็นสังคม อาณาจักรผึ้งดูเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตเดี่ยวโดยมีผึ้งแต่ละตัวเป็นหน่วยทำงานย่อย ด้วยเหตุนั้นเราอาจเปรียบเทียบผึ้งแต่ละตัวเป็นเซลล์ประสาท ในขณะที่รังผึ้งทั้งมวลเป็นสมอง มนุษย์เราก็อาจทำได้เช่นกันเพราะเราอยู่รวมกันเป็นสังคมอย่างซับซ้อน ร่วมกับเทคโนโลยีและเครื่องมือที่เราประดิษฐ์ ภาษาทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลไว้นอกสมอง อินเตอร์เน็ตก็อาจเป็นเครื่องมือที่เชื่อมต่อระหว่างสมองคนหนึ่งกับสมองคนอื่นๆ ในมุมมองดังกล่าวอินเตอร์เน็ตอาจทำให้คนๆหนึ่งโง่ลงแต่สังคมโดยรวมฉลาดขึ้นก็เป็นไปได้นะครับ 



 

Y Chromosome degeneration: วันที่มนุษย์เพศชายสูญพันธุ์...

คำเตือน ต้องการความรู้ชีววิทยาระดับมัธยมปลายขึ้นไปJennifer A. Graves ศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงแห่ง Australian National University ผู้มีชื่อเสียงได้ออกมาประกาศอย่างกล้าหาญว่า Chromosome Y จะสูญหายไปจากโลกนี้ในอีก 14 ล้านปีข้างหน้า




มนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดมีระบบเพศที่ กำหนดโดยโครโมโซมเพศ X/Y (XY sex-determination system) ในระบบดังกล่าว สิ่งมีชีวิตที่มีโครโมโซม XX จะเป็นเพศหญิง และโครโมโซม XY เป็นเพศชาย ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า โครโมโซม Y เป็นตัวกำหนดความเป็นเพศชาย


โครโมโซม X และโครโมโซม Y มีความแตกต่างกันอย่างมาก โครโมโซม X ของมนุษย์มีขนาดใหญ่กว่า (165 Mb) และประกอบด้วยยีนมากกว่า 1000 ยีน ในขณะที่โครโมโซม Y ที่มีขนาดเล็กกว่ามาก (~60 Mb) มียีนเพียง 45 ยีน อย่างไรก็ตามเพียง 45 ยีนของโครโมโซม Y ก็ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างเพศชายและหญิง ทั้งนี้เนื่องจาก Sex-determining Region Y (SRY) บนโครโมโซม Y (สำหรับในมนุษย์คือ testis determining factor (TDF)) เป็นปัจจัยกำหนดให้สิ่งมีชีวิตแสดงลักษณะทางเพศชายแทนที่จะเป็นเพศหญิง

















เมื่อราว 300 ล้านปีก่อน เชื่อว่าระบบโครโมโซมเพศ XY ได้อุบัติขึ้นจากโครโมโซมร่างกาย (autosomal chromosome) คู่หนึ่ง ในสิ่งมีชีวิตที่มีการกำหนดเพศโดยปัจจัยอื่นเช่น อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม (temperature-dependent sex determination) จากนั้นมี “การสะสม” ยีน SRY บนโครโมโซมเส้นหนึ่งแล้วมีการขาดออกเป็นเส้นสั้นที่มียีน SRY ติดอยู่ด้วยจึงกลายเป็นโครโมโซม Y ส่วนโครโมโซมอีกเส้นหนึ่งที่เป็นคู่กันก็เป็นโครโมโซม X


การสะสมยีน ที่ “เป็นประโยชน์” เฉพาะเพศชายในโครโมโซม Y เกิดจากโครโมโซมทั้งสองเส้นมีการวิวัฒนาการร่วมกันจนกระทั่งไม่อาจเกิด genetic recombination ได้ในบางบริเวณ การยับยั้งการเกิด genetic recombination ดังกล่าวเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้โครโมโซม Y ยังคงสามารถเก็บรักษายีนที่เป็นประโยชน์ต่อเพศชายไว้ได้ (male specific region) แต่ข้อเสียก็คือทำให้โครโมโซม Y มีการสูญสลายอย่างต่อเนื่อง (ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะพูดถึงต่อไป) 


การศึกษาของศาสตราจารย์ Graves เมื่อไม่นานมานี้ทำให้ได้ขอสมมติฐานใหม่ว่าโครโมโซม X และ Y ของมนุษย์และสัตว์มีรก (placental mammals) เพิ่งอุบัติขึ้นเมื่อราว 100-160 ล้านปีก่อน จากโครโมโซม XY รุ่นเก่าซึ่งพบในสัตว์มีถุงหน้าท้อง (marsupials) และโมโนทรีม (monotremes เช่น ตุ่นปากเป็ด) ถูก “เติม” ชิ้นส่วนยีนจนมาเป็นโครโมโซม XY รุ่นใหม่ในปัจจุบัน 

















นักพันธุศาสตร์พบว่าโครโมโซม Y มีการเสื่อมสลายอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มันอุบัติขึ้นมา สำหรับมนุษย์ จากราว 1000 ยีนเหลือเพียง 45 ยีนในปัจจุบัน! เช่นเดียวกัน อัตราการเสื่อมสลายของโครโมโซม Y ดำเนินต่อไปเรื่อยๆในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ศาสตราจารย์ Graves ได้คำนวณไว้ว่า หากอัตราการเสื่อมสลายไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันโครโมโซม Y ของมนุษย์จะสูญสิ้นในอีก 14 ล้านปีข้างหน้า 

















ก่อนที่จะพูดถึงการเสื่อมสลายของโครโมโซม Y ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์เพศชายสูญพันธุ์ จขบ.ขอรีวิวเกี่ยวกับ genetic recombination เล็กน้อย genetic recombination หมายถึงการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนยีนระหว่างโครโมโซมที่เป็นคู่กัน ซึ่งมักเกิดในช่วงที่มีการแบ่งเพศแบบ meiosis (meiosis I) เนื่องจากในช่วงดังกล่าว โครโมโซมแต่ละเส้นที่เป็นคู่กันจะมีการจัดเรียงตัวเข้าคู่กัน ทำให้โครโมโซมมีโอกาสไขว้กัน (crossing over) และแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนยีนระหว่างกันได้ genetic recombination ทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตและช่วยซ่อมแซมยีนที่เสีย หายอีกด้วย 

















สาเหตุประการหลักที่ทำให้โครโมโซม Y เสื่อมสลายนั้นเกิดจาก nonrecombining region นั่นเอง จากการศึกษาในแมลงหวี่ (Drosophila Miranda) พบว่า อัตราการสูญสลายของโครโมโซม Y เกิดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไม่สามารถเกิด genetic recombination กับโครโมโซม X ได้ ทำให้ไม่สามารถกำจัดยีนที่เสียหายจากการถูกทำลาย ยีนกลายพันธุ์ แตกต่างจากโครโมโซม X ที่อยู่เป็นคู่กันในเพศหญิง (XX) เมื่อชิ้นส่วนยีนในโครโมโซมเกิดความเสียหายหรือกลายพันธุ์ การ recombination โดยคู่ของมันเองเป็นกลไกหนึ่งในการ “เฉลี่ย” ความเสียหาย ทดแทนยีนที่ทำงานไม่ได้ระหว่างคู่ของมันเอง


โครโมโซม Y ยังถูกเร่งการเสื่อมสลายได้อีกจากปัจจัยสามประการหลัก High mutation rate, Insufficient selection, Genetic drift (รายละเอียดซับซ้อน โปรดอ่านใน reference) 


เป็นที่เข้าใจกันอย่างแน่ชัดว่า โครโมโซม Y ของมนุษย์ ต้องมีอันสูญสลายอย่างแน่นอนในอนาคตกาลข้างหน้า แต่สำหรับอัตราการเสื่อมสลายกลับเป็นข้อถกเถียงกันอย่างมาก จากจำนวนยีนเริ่มต้นประมาณ 1000 ยีนเมื่อประมาณ 300 ล้านปีก่อนเหลือเพียง 45 ยีนในปัจจุบัน ทำให้ประมาณอัตราการเสื่อมสลายเฉลี่ยไว้ที่ 3.3 ยีนต่อหนึ่งล้านปี


หากอัตราดังกล่าวมีค่าคงที่ ศาสตราจารย์ Graves ประมาณไว้ว่า โครโมโซม Y จะสูญสลายในอีก 14 ล้านปีข้างหน้า (ผู้อ่านบางท่านอาจจะเคยอ่าน และทราบตัวเลขที่ไม่ตรงกันคือ อัตราการเสื่อมสลายเฉลี่ย 4.6 ยีนต่อหนึ่งล้านปี ซึ่งโครโมโซม Y จะสูญสลายในอีก 10 ล้านปีข้างหน้า หากคิดตามอัตราดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้กล่าวว่า จำนวนยีนบนโครโมโซม X มีเพียงประมาณ 1000 ยีน จากที่เคยเข้าใจว่ามีประมาณ 1400-1600 ยีน ทำให้ตัวเลขในการคำนวณเปลี่ยนแปลงไป)


ข้อขัดแย้งจากวิจัยคนอื่น อย่างเช่น Gerrard และ Filatov กล่าวว่า อัตราการเสื่อมสลายของโครโมโซม Y ควรเป็นรูป exponential มากกว่าเส้นตรง หรือกระทั่งโค้งรูปตัว S (sinusoidal function) ซึ่งก็จะได้เวลาสิ้นสุดของโครโมโซม Y ที่ไม่เท่ากัน อาจเป็นได้ทั้ง 125,000, 14 หรือ 140 ล้านปีข้างหน้า (อย่างไรก็ตาม ข้อสมมติฐานของศาสตราจารย์ Graves เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือมากกว่า) นอกจากนี้ หากนับว่าในช่วงประวัติศาสตร์วิวัฒนาการ มีการ “เติม” ชิ้นส่วนยีนเข้าไปในโครโมโซมเข้าไปด้วย ก็ควรจะได้กราฟรูปขั้นบันได ดังรูปด้านล่าง 

















จากหลักการทางพันธุศาสตร์อันน่าปวดหัวทั้งหมด จขบ.ก็ขอสรุปสั้นๆว่า โครโมโซม Y ของมนุษย์กำลังเสื่อมสลายไปอย่างต่อเนื่องและอาจหายไปในที่สุดในอีก 14 ล้านปีข้างหน้า ทีนี้มาถึงคำถามสำคัญครับ อะไรจะเกิดขึ้นกับมนุษย์เพศชายทั้งหมด พวกเราจะสูญพันธ์ (โอ้วววว) กลายป็นของหายากในอนาคตข้างหน้าหรือไม่?


ทุกสิ่งมีชีวิตมีการดิ้นรน เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ตนเอง สัตว์โลกหลายชนิดมีการย้ายยีนกำหนดเพศไปอยู่บนโครโมโซมร่างกายอื่น เช่นแมลงหวี่ (D. melanogaster) ตัวผู้จะมีโครโมโซมเป็น XY หรือเป็น XO ก็ได้ ยีนกำหนดเพศได้ย้ายไปอยู่ที่โครโมโซมคู่อื่นๆ โครโมโซม Y จึงไม่มีความสำคัญต่อแมลงหวี่


เช่นเดียวกันกับ mole vole (Ellobius) และ Japanese spinous country rat (Tokudaia) ที่ทั้งสองเพศมีโครโมโซมเป็น XO ปัจจัยกำหนดเพศผู้ถูกย้ายไปอยู่ที่โครโมโซมคู่อื่นๆ


สัตว์ฟันแทะบาง ชนิดเช่น wood lemming และ Akodont ก็มีการเปลี่ยนแปลงโครโมโซม ยับยั้งการทำงานของ testis determining factor ทำให้โครโมโซม Y “หมดความสำคัญลง” และไม่จำเป็นอีกต่อไป


จากการศึกษาในสัตว์หลายชนิด ชี้ให้เห็นว่าแม้ไม่มีโครโมโซม Y เพศชายก็ไม่สูญ อีกทั้งเราเกิดมาเป็นมนุษย์ มีสติปัญญาตั้งมากมายขนาดนี้ แล้วเราจะน้อยหน้าสัตว์พวกนี้ได้อย่างไร 


อย่า ปล่อยให้ผมสูญพันธ์น้า… 

อ้างอิงจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cryptomnesia&group=10&page=3

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ฟิลิปส์ผุดหลังคาพลังแดด



แนวคิดในการนำแผงพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ มาใช้กับรถยนต์เป็นแนวคิดในอุดมคติของนักอนุ รักษ์สิ่งแวดล้อมที่ฟิลิป ปินส์ทำให้เกิดขึ้นจริงแล้ว

จากการร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ด้านเคมีภัณฑ์ BASF เกิดเป็นหลังคารถที่เป็นทั้งแผงรับพลังแสงอาทิตย์ กระจกโปร่งที่ปล่อยให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านเข้าในตัวรถและให้แสงสว่างในตอนกลางคืน

หลังคาแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบ OLED จาก BASF จะเรืองแสงให้ความสว่างภายในรถเมื่อประตูเปิดหรือกดปุ่ม แต่เมื่อกดปิดจะสามารถมองทะลุเห็นทัศนียภาพภายนอก

ดร.เฟลิกซ์ หัวหน้าทีมด้าน OLED จาก BASF กล่าวว่า การผสมผสานดังกล่าวทำให้ผู้ขับขี่เพลิดเพลินกับพื้นที่เปิดโล่ง ขณะที่หลังคาพลังแดดจะชาร์จกระแสไฟฟ้าให้รถระหว่างวัน และให้แสงสว่างในเวลากลางคืน
อ้างอิงจาก http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdOREF5TURJMU5RPT0=&sectionid=TURNeU5nPT0=&day=TWpBeE1pMHdNaTB3TWc9PQ==

อังกฤษเจ๋งผลิตสบู่แม่เหล็ก

อังกฤษเจ๋งผลิตสบู่แม่เหล็ก





นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยบริสตัลในอังกฤษ นำโดย ศ.จูเลียน อีสโท ประ สบความสำเร็จในการสังเคราะห์สบู่แม่เหล็กที่ขจัดน้ำมันรั่วในทะเลโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ได้เป็นครั้งแรกของโลก

สบู่แม่เหล็กดังกล่าวเกิดจากการนำเอาธาตุเหล็กเข้าไปร่วมทำปฏิกิริยาในกระบวนการสร้างสบู่จนสบู่ที่ได้มีเหล็กเป็นส่วนประกอบอยู่ในโมเลกุล จากนั้นนักวิจัยทดสอบเอาสบู่แม่เหล็กไปเทใส่ในหลอดทดลองที่มีน้ำกับน้ำมันผสมกัน ปรากฏว่าสบู่ละลายจับกับน้ำมันและเมื่อเอาแม่เหล็กไปจี้ สบู่ที่ลอยอยู่ในหลอดทดลองถูกแม่เหล็กดูดขึ้นมาได้

ความสำเร็จดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการแก้ปัญหาน้ำมันที่รั่วลงทะเล โดยเพียงแค่เอาสบู่แม่เหล็กแบบนี้ไปเทให้จับกับคราบน้ำมัน จากนั้นใช้แม่เหล็กดึงน้ำมันออกมากำจัดได้อย่างง่ายดาย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างสารตัวอื่นที่ถูกนักอนุรักษ์ต่อต้านในปัจจุบัน
อ้างอิงจาก http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdNekF5TURJMU5RPT0=&sectionid=TURNeU5nPT0=&day=TWpBeE1pMHdNaTB3TWc9PQ==

ฮือฮา! นักวิทย์กีวีจับ “โคตรกุ้ง” ได้นอกชายฝั่งนิวซีแลนด์

หลักคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

                                
           ความสุขนั้นเกิดขึ้นมาจากสิ่งที่พอเพียงเท่านั้น พอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ตีความกันใหญ่ ไปบรรลุธรรมข้อหนึ่งตอนบวชนี่เอง  คือ วันหนึ่งอยากฉันน้ำชา ก็เอาถ้วยชามาตั้ง กาน้ำร้อน กระติกน้ำร้อน เอาชาใส่ อาจารย์สอนอยู่คำเดียวบอกว่า เวลาบวชนี่ไม่ต้องสอนอะไร ระดับด็อกเตอร์ถือสติไว้เป็นหลักทำอะไรให้มีสติ ๓วนาตลอด ทำอะไรให้ภาวนา ภาวนาคือสตินั่นเอง สติเราก็จับอยู่ถ้วยน้ำชา แล้วเราก็เอาชาใส่ เอาน้ำร้อนเทใส่ กระรอก 2 ตัว กำลังวิ่งไล่ สติละจากน้ำชาที่เติมนั้น ไปจับอยู่ที่กระรอก เพราเป็นคนชอบสัตว์ ก็ดูกระรอกวิ่งไล่กันเพลิน เหลียวกลับไปอีกทีหนึ่งน้ำล้นถ้วยชาล้นถ้วยชาเสร็จ เปื้อนโต๊ะ ไหลลงไปเปื้อนเสื่อที่ข้างล่าง วิ่งไปหยิบสบงซึ่งซักเอาไว้แล้ว มาซับแล้วเอาสบงไปใส่กระป๋องเพื่อจะซักต่ออีก กะว่าจะใส่พรุ่งนี้เช้า เป็นอันว่าชวดแล้วใส่ไม่ได้แล้ว

           เมื่อกี้นี้ถ้าสติจับอยู่ น้ำเต็มแก้วแล้วเราหยุด หมายความว่าเราพอแล้ว เศรษฐกิจพอเพียง  คือเต็มศักยภาพของแก้วแล้วเราหยุดแล้ว พอแล้ว เมื่อกี้เหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะทำอะไรเกินพอ  เกินพอเสร็จน้ำชานั้น มันหกล้นลงไป สภาพน้ำชายังคงอยู่ แต่เราจะก้มลง ดูดบนพื้นไหม เสียดาย มันเป็นน้ำชาที่เสียแล้ว ยังไม่พอมันทำให้โต๊ะ ซึ่งเขาไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย ต้องเสียไปด้วยต้องเปื้อนไปด้วย ทำให้เสื่ออยู่ข้างล่างเสียไปด้วย ทำให้สบงที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย ต้องถูกนำมาซับ แล้วต้องซักใหม่ไปเสียด้วย เท่านี้พวกเรา คงจะพอเห็นบ้างแล้วนะครับ ทำอะไรเกินพอนั้น เป็นการเกินตัว และเกินความต้องการที่พระท่านบอก การทำอะไร ตั้งอยู่บนฐาน ความโลภมันทำลายหมดเลย ในตัวของมัน ก็ทำลาย  แล้วยังทำลายสิ่งรอบข้างทั่วไปหมด นั่นคือ วิกฤตเศรษฐกิจของเราที่เกิดขึ้นเมื่อ ๖ ปีที่แล้ว พังทลายหมด มันเหมือนสร้างตึกที่พังถล่มทลายที่โคราชนี่

           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งบอกว่า เรานั่งอยู่ในห้องประชุม ท่านผู้ว่าฯ นั่งอยู่ในห้อง หรือเวลาเรากลับไปบ้าน เราอยู่บนบ้านได้ มันไม่พังทลายเพราะอะไร ท่านรับสั่งถาม ไม่พังทลายเพราะอะไร เพราะเสาหรือเพดานหรือเปล่า หรือพื้น ไม่ใช่ทั้งสิ้น มันอยู่ด้วยสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งเราเคยเห็น แต่หลังจากสักพักหนึ่ง เราไม่เห็นอีกแล้ว แล้วเราไม่นึกถึงเขาเลย สิ่งนั้นเราเรียกว่าอะไร เสาเข็ม รากฐาน ตอนปลูกบ้านทุกคนเห็นหมด วางเสาเอก ตึกนี้เริ่มสร้างก็เห็น แต่ละเสา จะต้องถูกคำนวณ อย่างแน่ชัดว่า จะแบกน้ำหนักเท่าไหร่ ใช่ไหมครับ ถ้าใส่เยอะเกินไป เท่ากับปฏิบัติการไม่ฉลาดนัก เพราะเอาเงิน ไปจมอยู่ใต้ดิน เมื่อจะสร้างหอประชุมแค่นี้ ทำไมต้องฝังเยอะแยะ ก็ต้องฝังให้พอเหมาะ ฝังน้อยเกินไป ก็อย่างโรงแรมที่นี่ ที่พังครืนลงมา เห็นไหมครับ ฐานรากจะต้องพอดีกับน้ำหนัก ที่จะแบกรับไว้ นั่นคือความหมายของเศรษฐกิจ ต้องปูรากฐานของชีวิตเสียก่อน และเมื่อฐานรากของชีวิตเกิดขึ้นแล้ว เราก็คอยขยับไปเรื่อยๆ ถ้าจะต่อเติมขึ้นมา ก็ต้องเสริมรากฐาน เป็นระยะๆไป
                                   
           เมื่อเราเกิดความร่ำรวยขึ้นมาโดยไม่มีรากฐานเพราะว่าฐานเงินยืมเขามา ฐานเทคโนโลยีซื้อเขามา ฐานคนเอาคนอื่น เข้ามาบริหาร วันใดวันหนึ่งตอนฟองสบู่แตก เขาเห็นเมืองไทยไม่น่าอยู่แล้ว จุกจิก จู้จี้คอรัปชั่นกินโกงฉ้อราษฎร์บังหลวง ทำให้การดำเนินงาน ของเขาติดขัดทั้งปวง ต้นทุนเขาสูง ดังนั้นไปประเทศเวียดนามดีกว่า ไปประเทศจีนดีกว่า แล้วเราเหลืออะไร เหลือที่เราเรียกว่าฟองสบู่ ไปเจาะข้างในปรากฏว่า มีแต่อากาศ ไม่มีอะไรสักอย่าง

           จำได้ไหมเมื่อ ๖ ปีที่แล้ว เราพูดว่าไง ดีใจเวลามีรายงานการลงทุนเข้ามาอีกแสนล้านแล้ว มีบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาตั้งโรงงาน มหึมาที่โคราช มีโรงงานนั้น โรงงานนี้ตั้งขึ้นมา ดีใจหอโตๆ ตึกใหญ่ๆ สร้างขึ้น สำนักงานใหญ่ๆ ตัวอาคารเยอะแยะ แต่พอฟองสบู่แตก วันนี้เราพูดเรื่องอะไร SME เล็กๆ ทำไมไม่พูดเหมือนตอนแรก มันโตจนกระทั่งแตกแล้ว พอแตกแล้ว ที่นี้ไม่เอาแล้ว เพิ่งรู้ตัว ว่าถนัดของเล็ก แปลกประหลาดไหม เจ็บตัวแล้วถึงฉลาด อย่างภาษาโบราณเขาว่า เห็นโลงแล้ว ยังไม่หลั่งน้ำตา จนกระทั่งโลงแตกแล้ว ไม่มีน้ำตาจะหลั่ง ตอนนี้เหือดแห้ง
                                
           สิ่งที่ผมพูดคือสิ่งที่มันเกิดขึ้นมาให้เห็นเป็นบทเรียน พอ SME เสร็จแล้ว นึกถึกอะไร นึกถึงเกษตร ที่เททิ้งไป เริ่มกลับมาแล้ว ข้าว เราอยู่ได้เพราะข้าว ตอนนี้อยากจะเขกบาลนัก ตอนแรกไม่เคยคิดเลย กินเอากินเอา กินทิ้งกินขว้างด้วย พวกผู้ใหญ่ ในบ้าน ในเมืองจับดำนาให้หมด เกี่ยวข้าวให้หมด จะได้รู้ว่าแต่ละเม็ดที่อยู่ในจานนั้น มันเหนื่อยยากแค่ไหน ผมพูดเป็นประจำเลย โดนดำนาโดนไถนาเกี่ยวข้าวเป็นประจำอยู่แล้ว คงเห็นภาพปรากฏอยู่เรื่อยๆ ผมเป็นคนจังหวัดเพชรบุรี บ้านผมทำนาอยู่แล้ว โธ่ กว่าจะได้มาสักกำมือนี่นะ เหงื่อกาฬมันไหล เกี่ยวไม่เป็นเสียอีก เอ ทำไมคนอื่นเกี่ยวฉับๆ ชาวบ้านเขาไปยืนดูเราเกี่ยว หัวเราะกัน เราก็นึกเขาคงเชียร์เรา เกี่ยวใหญ่ เหงื่อกาฬโชกเลย พอเกี่ยวกันหมด เขาบอกอาจารย์ ทีหลังไม่ต้องเกี่ยวถึงโคนอย่างนั้นมันตัดยาก เกี่ยวแค่ครึ่งต้นก็พอ นี่เล่นโคนเลย โคนมันก็หนา นี่คือตัวอย่าง ของความเซ่อ แทนที่จะบอกเรา เสียทันที รอให้เกี่ยวเสร็จถึงบอก ถือเป็นบทเรียน รวบข้างบนง่ายกว่าตั้งเยอะ เพราะต้นมันนิ่มอยู่ นี่ทะลึ่งไปเกี่ยวตรงโคน ตอนนี้พอหันกลับมาเรื่องเกษตร แต่มันค่อนข้าง จะสายไปหรือเปล่า


อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/41034

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ยิ้มเมื่อใด ก็สุขใจเมื่อนั้น

อย่าบอกนะว่าคุณกำลังเครียด ถ้าไม่ลองยิ้มเสียบ้าง ยิ้มเป็นภาษาสากลที่คนทุกชาติทุกภาษาสามารถใช้สื่อสารกันได้โดยไม่ต้องแปลความหมาย รอยยิ้มบนใบหน้าของเราก็เปรียบเสมือนอัญมณี ราคาแพงที่สามารนำมาประดับใบหน้าได้โดยไม่ต้องหาซื้อ และรอยยิ้มที่สดใสยังช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นมิตร ทำให้โลกสดใสขึ้นจนผู้อื่นที่อยู่รายรอบเกิดความไว้วางใจ อยากเข้ามาทำความรู้จักพูดคุยด้วย เพราะนั้นแสดงว่าเราเป็นคนมองโลกในแง่ดี สนุกสนานร่างเริง เปิดเผย เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย จึงไม่แปลกที่ผู้ที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลาจะมีเสน่ห์และสามารถสร้างความประทับใจต่อผู้ที่พบเห็นได้ไม่แพ้การแต่งกายหรือมีเครื่องประดับหรูหราหลากสีสันเลยทีเดียว

              ในยุคที่ผู้คนเร่งรีบจนไม่มีเวลาแม้แต่จะหันมายิ้มให้กัน ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันรวมไปถึงการให้อภัยกันดูเหมือนจะเลือนราง และกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งไปแล้วในสังคมไทยเรา ลองสังเกตดูง่ายๆ จากรอบๆ สังคมรอบๆ ข้างเรานี่ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นที่ทำงานของเรานี่ อุปสรรคและปัญหาต่างๆ ในการทำงาน บางครั้งมันก็ไม่ได้เลยร้ายเกินไป กว่าที่เราและเพื่อนร่วมงานจะช่วยกันแก้ไขได้ แต่ด้วยความที่ต้องการเอาชนะกัน ไม่ยอมลดราให้แก่กันจึงทำให้เกิดการโต้แย้งที่รุนแรง จนอาจจะทำให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่ต่อไปในอนาคต ในทางกลับกันนั้นถ้าเราหันมายิ้มให้แก่กัน ค่อยๆ อธิบายเหตุผล และลำดับความคิด ช่วยกันแก้ปัญหา และเต็มใจยอมรับความบกพร้องของตนเอง และผู้อื่นอย่างจริงใจ ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น เห็นไหมว่า การยิ้มแย้มทำให้การทำงานร่วมกันง่ายขึ้น ลดปัญหาความขัดแย้ง อุปสรรคและอคติต่างๆ ที่มีอยู่ให้หมดไปได้ สามารถประสานงานได้อย่างราบรื่น สังคมรอบตัวเราก็จะเต็มไปด้วยบรรยากาศดีๆ จิตใจสงบเยือกเย็น จะทำอะไรก็เกิดสติสัมปชัญญะความรู้สึกตัว ไม่หลงลืม รู้สึกตัวอยู่เสมอทุกขณะ ดังนั้นก็ยังไม่สายเกินไปถ้าจะหัดให้ตนเองยิ้ม ลองยิ้มให้กับตนเองก่อน แล้วเผื่อแผ่ไปให้คนรอบข้าง เท่านี้ความสุขใจก้จะเกิดขึ้นอย่าง่ายๆ โดยที่เราไม่ต้องไขว่คว้าให้ยากเย็นเลย
ยิ้มอย่างไรให้เกิดผลดี ?               • ยิ้มด้วยความจริงใจ มีแววตาสีหน้าที่อ่อนโยน ไม่ยิ้มเหมือนดูเสียดสีหรือเยาะเย้ยและยิ้มให้ถูกกาลเทศะ               • ยิ้มให้กำลังใจตนเองเสมอ เพื่อสร้างความสบายใจให้กับตนเอง มีแรงสู้กับทุกปัญหาที่เข้ามา              • ยิ้มทักทายและให้กำลังใจผู้อื่นอยู่เป็นประจำ ทักทาย พูดคุยอย่างสุขภาพแต่เป็นกันเองรู้จักที่จะพูดคำว่าขอโทษและไม่เป็นไรติดปากอยู่เสมอ
              เราสามารถยิ้มให้กับครอบครัว ยิ้มให้กับเพื่อนร่วมงาน ยิ้มให้กับคนรักหรือแม้กระทั้งยิ้มให้กับตนเอง เพิ่อเป็นการเสริมสร้างวัฒนธรรมที่ดีในกรอยู่ร่วมกันในสังคม สร้างสังคมน่าอยู่ที่มีแต่รอยยิ้มและความสุข ให้สมกับที่เมืองไทยของเราเป็นเมืองแห่งรอยยิ้มตลอดไป



หลากหลายเหตุผลที่คนควรยิ้ม

ยิ้มป้องกันโรคภัย
             
จากการวิจัยในแบบยิ้มๆ พบว่า การยิ้มทำใหสุขภาพร่างกายแข็งแรง ข่วยบำรุงสมอง สามารถช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นจากอาการเจ็บป่วยเร็วขึ้นกว่าปกติเรพาะจิตใจเป็นสุข รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์จึงดีและช่วยให้มองโลกในแง่ดีขึ้น การยิ้มเป็นประจำช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด โดยร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟีนไปสมอง สร้างอารมณ์ให้แจ่มใสและยิ่งทำให้คุณมีอายุยืนยาวขึ้น การยิ้มกว้างๆเพิ่มรอบย่นมุมปาก เป็นการเพิ่มรูปลักษณ์ด้านบวก นอกจากนี้ การยิ้มในเวลาที่เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันยังช่วยเพิ่มความกล้าหาญในจิตใจด้วย ช่วยให้มีความกล้าและมีพลังในการที่จะชนะอุปสรรคต่างๆมากขึ้น หรือที่เรียกว่า ยิ้มได้เมื่อภัยมานั่นเอง
ยิ้มกับครอบครัว
              สำหรับคนที่นิยมชมชอบหยิบยื่นรอยยิ้มให้กันและกันนั้น จะช่วยให้บ้านเต็มไปด้วยบรรยากาศสดชื่นน่าอยู่ ปลอดโปร่ง ทำให้สมาชิกในครอบครัวมีความรักความผูกพันเพิ่มขึ้น ถ้อยทีถ้อยอาศัยพร้อมที่จะร่วมเผชิญปัญหาและอุสรรคต่างๆด้วยกันเกิดเป็นความอบอุ่นใจ และมีความสุข รายยิ้มที่แจ่มใสจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดลดความบาดหมางและลดปัญหาต่างๆ ในครอบครัวให้น้เอยลง ส่งผลให้เต็กๆ ที่เติบโตมาในครอบครัวสุขสันต์นี้กลายเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมต่อไปอีกด้วย

ยิ้มสร้างมิตรภาพ
              คงไม่มีใครที่อยากเดินเข้าไปพูดคุยกับคนที่หน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา ลองหัดยิ้มแย้มแบบจริงใจให้เป็นนิสัยจะสามารถสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรูและทำให้เราน่าคบหามากยิ่งขึ้น จนอาจนำพามิตรภาพจากเพื่อนดีๆ มาสู้ตัวเราได้อย่างมากมาย



อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/43630