วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โรคเก๊าท์เกิดได้อย่างไร


         

          โรคเก๊าท์  เป็นโรคที่เป็นกันมากขึ้นในคนไทย โดยเฉพาะผู้ชายที่ค่อยข้างมีอายุ ปัจจุบัน ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อโรคนี้อยู่มาก ทั้งตัวแพทย์ผู้รักษาเอง และผู้ป่วย นำมาซึ่งความเชื่อผิด ๆ อยู่ให้เห็นในปัจจุบัน

          gout dynเก๊าท์ (Gout)  เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายมียูริคสูงอยู่ในเลือดเป็นเวลานาน และด้วยคุณสมบัติของยูริคเอง ที่มีการละลายได้จำกัด (ประมาณ 7 มก./ดล.) ทำให้ยูริคส่วนเกินนี้ เกิดการตกตะกอนในร่างกาย ที่พบมากและทำให้เกิดอาการคือ ในข้อต่าง ๆ, ในไต และเมื่อเป็นเรื้อรัง จะเห็นการตกตะกอนตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เห็นเป็นปุ่มก้อนตามแขนขาได้  กรดยูริค (Uric acid) เป็นผลผลิตจากการสลายสารพิวรีน (purine) ซึ่งเป็นสารสำคัญในการสร้างสาย DNA ในเซลล์ต่าง ๆ ดังนั้นการสลายเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มี DNA จะได้กรดยูริค เสมอ

  ทำไมเก๊าท์มีแต่ผู้ชาย อายุมาก  ผู้หญิงไม่เป็นโรคนี้หรือ ? 
          เนื่องจากภาวะกรดยูริคในเลือดที่สูงนั้น จะยังไม่เกิดการตกตะกอนและเกิดข้ออักเสบทันที แต่ต้องใช้ระยะเวลาที่กรดยูริคในเลือดสูงเป็นเวลานานหลายสิบปี พบว่าในผู้ชายที่มีกรดยูริคสูงนั้น ระดับของยูริคในเลือดจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น และสูงไปนานจนกว่าจะเริ่มมีอาการคืออายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงระดับยูริคจะเริ่มสูงขึ้นหลังจากวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิง มีผลทำให้ยูริคในเลือดไม่สูง 
          พบว่ายูริคในเลือดที่สูงนั้น กว่าร้อยละ 90 เกิดจากการสร้างขึ้นในร่างกายเอง อาหารเป็นแหล่งกำเนิดของยูริคในเลือดน้อยกว่าร้อยละ 10 เสียอีก ดังนั้นผู้ที่ไม่มียูริคสูงมาก่อน การกินอาหารที่มีพิวรีนสูง จึงไม่มีทางทำให้ระดับยูริคสูงได้ครับ

Chemical Structure of Uric Acid
Chemical Structure of Uric Acid

  ปวดข้อแล้วไปเจาะเลือดพบว่ายูริคสูง แสดงว่าเป็นเก๊าท์  ถ้ายูริคไม่สูง ไม่ใช่เก๊าท์ ? 
          เป็นความเข้าใจที่ผิดครับ การวินิจฉัยโรคเก๊าท์ อาศัยประวัติและการตรวจร่างกายง่าย ๆ ครับ ข้ออักเสบจากเก๊าท์วินิจฉัยได้ง่าย เพราะผู้ป่วยจะมีอาการ "ปวด บวม แดง ร้อน" ที่ข้อชัดเจน เป็นเร็ว และมักเป็นข้อเดียว ข้อที่เป็นบ่อยได้แก่ ข้อนิ้วหัวแม่เท้า, ข้อเท้า, ข้อเข่า ถ้าผู้ป่วยปวดข้อ แต่สงสัยว่ามีปวด บวม แดง ร้อนหรือไม่ หรือตรวจไม่พบ ไม่ชัดเจน ให้สงสัยว่าไม่ใช่เก๊าท์ครับ รายที่เป็นเรื้อรังอาจมีปวดหลายข้อและพบมีปุ่มก้อนที่รอบ ๆ ข้อ เช่น ข้อเท้า, ส้นเท้า, ข้อมือ, นิ้วมือ ได้ ถ้าก้อนเหล่านี้แตกออกจะพบตะกอนยูริคคล้ายผงชอล์กไหลออกมา การเจาะเลือดตรวจระดับกรดยูริคในเลือด ในช่วงที่มีข้ออักเสบอาจพบว่า สูง ต่ำ หรือเป็นปกติได้ครับ ดังนั้นผู้ที่มีข้ออักเสบเก๊าท์ ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดในขณะนั้นและไม่ช่วยในการวินิจฉัยครับ  ดังนั้น

  ถ้าอาการปวด บวม แดง ร้อน ที่ข้อไม่ชัดเจน ถ้าเป็นที่ข้อบริเวณเท้า แล้วผู้ป่วยเดินได้สบาย แม้ว่าเจาะเลือดแล้วยูริคสูง ก็ให้สงสัยว่าไม่ใช่ เก๊าท์
  ถ้ามีอาการปวด บวม แดง ร้อนที่ข้อชัดเจน เป็นในตำแหน่งข้อเท้า ข้อนิ้วหัวแม่เท้า เป็นเร็ว แม้ว่าจะเจาะยูริคแล้วไม่สูง ก็น่าจะเป็นเก๊าท์ครับ


ภาพจากกล้องจุลทรรศน์ ที่ได้จากการตรวจน้ำไขข้อของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ ซึ่งเป็นวิธีการวินิจฉัยโรคที่แน่นอนที่สุด 

  เก๊าท์ รักษาได้หายขาด จริงหรือ ? ต้องทำยังไง ? 
          จริงครับ ถ้าเรายอมรับว่า ผู้ป่วยที่รักษาแล้ว ไม่มีอาการปวดข้ออีกเลยตลอดชีวิต เรียกว่าหาย ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ จำเป็นต้องได้รับการรักษาเป็น 2 ระยะ ในความดูแลของแพทย์ ได้แก่
  การรักษาในระยะเฉียบพลัน           คือ ข้ออักเสบ โดยใช้ยาลดการอักเสบที่นิยมได้แก่ ยา โคลชิซิน (Colchicine) กินวันละไม่เกิน 3 เม็ด (เช่น 1 เม็ดหลังอาหาร 3 มื้อ) จะทำให้ผู้ป่วยหายจากข้ออักเสบในเวลา 1-2 วัน อาจทำให้ข้ออักเสบหายเร็วขึ้น ถ้าใช้ร่วมกับยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ บางครั้งอาจมีผู้แนะนำให้กินยาโคลชิซิน 1 เม็ด ทุกชั่วโมง จนกว่าจะหายปวด หรือจนกว่าจะท้องเสีย ซึ่งไม่แนะนำ เพราะผู้ที่กินยานี้ จะท้องเสียก่อนหายปวดเสมอ
 การรักษาระยะยาว
          โดยใช้ยาลดกรดยูริคในเลือด โดยถือหลักการว่า ถ้าเราลดระดับยูริคในเลือดได้ ต่ำกว่า 7 มก./ดล. จะทำให้ยูริคที่สะสมอยู่ละลายออกมา และขับถ่ายออกจนหมดได้ ยาที่นิยมใช้ได้แก่ ยา อัลโลพูรินอล (Allopurinol) ขนาด 100-300 มก. กินวันละครั้ง ซึ่งยานี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง กินยาสม่ำเสมอ และกินไปนานอย่างน้อย 3-5 ปี เพื่อกำจัดกรดยูริคให้หมดไปจากร่างกาย การกิน ๆ หยุด ๆ จะทำให้แพ้ยาได้ง่าย ซึ่งเป็นผื่นผิวหนังชนิดรุนแรง


ปุ่มก้อนตามผิวหนังที่เกิดจากการสะสมของผลึกของเกลือยูเรต เรียกว่าปุ่มก้อนโทฟัส

  ข้อคำนึงในการรักษา  ได้แก่ 
  ยาลดกรดยูริคมีผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ จึงสงวนไว้ใช้ในผู้ป่วยเก๊าท์เท่านั้น ผู้ที่ตรวจเลือดแล้วพบว่า ยูริคสูง โดยไม่มีอาการปวดข้อแบบเก๊าท์มาก่อน ไม่มีความจำเป็นต้องกินยานี้ เพราะผู้ที่ยูริคสูงไม่ได้เป็นเก๊าท์ทุกคน การกินยาทำให้เกิดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงโดยไม่จำเป็น 

ก้อน tophus จะทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบทำให้ข้อผิดรูป  เมื่อมีอาการปวดข้อเกิดขึ้น อย่านวด เพราะการนวด หรือใช้ยาทาถู ทำให้อาการข้ออักเสบ เป็นนานขึ้น หายช้า
  ในผู้ที่มีอาการข้ออักเสบแบบเก๊าท์ เป็นครั้งแรก ไม่จำเป็นต้องเริ่มยาลดยูริคตั้งแต่แรก เพราะผู้ป่วยส่วนหนึ่ง มีอาการข้ออักเสบ เพียงครั้งเดียวในชีวิต และไม่เป็นอีก และพบว่าการเริ่มกินยาลดกรดยูริคในขณะที่ข้ออักเสบ จะทำให้ข้ออักเสบหายช้าลง
  ในผู้ป่วยที่กินยาลดกรดยูริคอยู่ อาจพบว่ามีอาการข้ออักเสบแบบเก๊าท์ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องหยุดยา เพียงแต่รักษาข้ออักเสบตามข้างต้น และเมื่อกินยาต่อไปเรื่อย ๆ จะพบว่า ข้ออักเสบจะเป็นห่างขึ้น เป็นน้อยลง หายเร็วขึ้น จนกระทั่งไม่มีอาการข้ออักเสบอีกเลย
  หลังจากกินยาไปแล้ว 3-5 ปี อาจลองพิจารณาหยุดยาได้ ในผู้ป่วยที่อายุมาก เนื่องจากยูริคที่เริ่มสูงขึ้นหลังจากหยุดยา กว่าจะเริ่มสะสมจนเกิดข้ออักเสบนั้น กินเวลา หลายสิบปี จนอาจไม่เกิดอาการอีกเลยตลอดชีวิต

  อาหารกับโรคเก๊าท์ ? / เป็นเก๊าท์ ห้ามกินสัตว์ปีก ?          ไม่ห้ามครับ เพราะเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ข้างต้น ยูริคที่สูงกว่าร้อยละ 90 เกิดจากร่างกายสร้างขึ้นเอง อาหารเป็นส่วนประกอบน้อยมาก ต่อระดับยูริคในเลือด มีการทดลองให้อาสาสมัคร กินอาหารที่มีพิวรีนสูง ทั้ง 3 มื้อ เช่น สัตว์ปีก, เครื่องในสัตว์, ยอดผัก, ไข่ปลา เป็นต้น เป็นเวลาหลายสัปดาห์ พบว่าระดับยูริคในเลือดสูงขึ้นเพียง 1 มก./ดล. ดังนั้นคนธรรมดาที่ไม่ได้กินแต่อาหารที่มีพิวรีนสูงอย่างเดียว จึงแทบไม่มีผลต่อระดับยูริคในเลือดเลย 
           นอกจากนี้ ผู้ป่วยเก๊าท์มักเป็นชายวัยกลางคนหรือสูงอายุ ซึ่งอาจมีโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เบาหวาน, ความดันเลือดสูง ซึ่งจำเป็นต้องจำกัดหรืองดอาหารบางประเภทอยู่แล้ว การบอกให้ผู้ป่วยเก๊าท์งดอาหารพิวรีนสูงเหล่านี้ ทำให้ผู้ป่วยลำบากในการเลือกกินอาหารยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยเก๊าท์ที่กินยาลดยูริคอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องเลี่ยงอาหารใด ๆ อีก

          จะเห็นได้ว่า โรคเก๊าท์ เป็นโรคที่มีหลายคน ยังเข้าใจผิดถึงโรคและการปฏิบัติตัว ทำให้เกิดความลำบากในการรักษา และสร้างความทุกข์กับผู้ป่วยด้วย 


ขอบคุณข้อมูลจาก  สาระความรู้ทางการแพทย์ ศิริราช

อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/43961


ผ้าพันแผลเปลี่ยนสีได้เมื่อแผลติดเชื้อ


 นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเทคโนโลยีโมดูลาร์โซลิดสเตทเฟราน์โฮเฟอร์ (Fraunhofer Research Institution for Modular Solid State Technologies EMFT) เมืองมิวนิกได้พัฒนาสีสำหรับใช้เป็นอินดิเคเตอร์บนผ้าพันแผลหรือพลาสเตอร์ปิดแผลเพื่อบอกสภาวะของแผลหากเกิดการติดเชื้อ
          เมื่อเกิดบาดแผลขนาดเล็กร่างกายจะมีกลไกในการสมานแผลโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน แต่หากเป็นแผลขนาดใหญ่ก็จะใช้เวลานานขึ้น การใช้ผ้าพันแผลหรือพลาสเตอร์ปิดแผลจะช่วยป้องกันบาดแผล แต่เมื่อต้องการตรวจสภาพแผลก็จำเป็นต้องเปิดผ้าพันแผลนั้น ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้ผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวด อีกทั้งยังเสี่ยงที่ทำให้แผลเกิดการติดเชื้อได้ด้วย

         ดังนั้น ดร.Sabine Trupp นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเทคโนโลยีโมดูลาร์โซลิดสเตทเฟราน์โฮเฟอร์ จึงพัฒนาวัสดุสำหรับปิดแผลที่สามารถบ่งชี้สภาพการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาของผิวขึ้น โดยหากเกิดการติดเชื้อสีของผ้าพันแผลจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีม่วง





          ดร. Trubb ได้พัฒนา สีอินดิเคเตอร์ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงค่า pH และนำไปใส่รวมเข้ากับผ้าพันแผลหรือพลาสเตอร์   โดยทั่วไป ผิวหนังที่ปกติหรือแผลที่มีการสมานตัวดีจะมีค่า pH ต่ำกว่า 5 แต่เมื่อใดที่ค่า pH สูงขึ้นโดยเปลี่ยนจากกรดเป็นเบส แสดงว่าแผลมีภาวะที่ผิดปกติ ถ้าแผลเกิดการติดเชื้อค่า pH จะอยู่ในช่วง 6.5-8.5 ซึ่งสีอินดิเคเตอร์บนผ้าพันแผลจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีม่วง วิธีนี้จะช่วยให้สามารถตรวจสอบสภาพของบาดแผลได้จากการสังเกตภายนอกทำให้ไม่รบกวนกระบวนการสมานแผล

          การพัฒนาสีอินดิเคเตอร์มีสิ่งที่ท้าทายหลายอย่าง เช่น สีต้องมีเสถียรภาพทางเคมีที่ดี เพราะเมื่อนำไปใส่ไว้ในผ้าพันแผลหรือพลาสเตอร์ต้องสามารถอยู่บนเส้นใยได้โดยไม่ปนเปื้อนเข้าสู่แผล ในขณะเดียวกันก็ต้องเกิดการเปลี่ยนสีอย่างชัดเจน และตอบสนองไวต่อช่วงค่า pH ที่ถูกต้อง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ประสบความสำเร็จในทุกข้อ
         มีการผลิตต้นแบบของผ้าพันแผลนี้ รวมถึงได้มีการทดสอบเบื้องต้นแล้ว แต่นักวิจัยกำลังคิดถึงแนวทางในการพัฒนาต่อไป โดยมีแผนที่จะ ใช้เซ็นเซอร์ทางแสงในผ้าพันแผลเพื่อตรวจค่า pH และบอกผลทางชุดอ่าน (reader unit) ซึ่งวิธีนี้จะอ่านค่าที่ถูกต้อง และให้ข้อมูลว่าการรักษาแผลเป็นอย่างไร
          ขั้นต่อไปคือการทดลองใช้ในคลินิกผิวหนังของโรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยเรเกนสบูร์ก (University of Regensburg’s dermatology clinic) โดยมี ดร.Philipp Babilas เป็นหัวหน้าผู้ดูแลโครงการนี้ พวกเขาศึกษาถึงค่า pH ในแผลชนิดเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสมานแผล ปัจจุบันนี้ ดร. Trupp และคณะกำลังหาหุ้นส่วนอุตสาหกรรมในการผลิตผ้าพันแผลในเชิงพาณิชย์

แหล่งข่าวและรูปภาพศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ http://www.fraunhofer.de/en/press/research-news/2010/11/dressing-indicates-infections.jsp
 http://www.sciencedaily.com/releases/2010/11/101116093821.htm

อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/43970

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มหัศจรรย์พืชแปลก 10 ชนิด


 1. พายเบอรี่ 

  

        คำว่า "พายเบอรี่"  เกิดจากการนำชื่อของสับปะรดและสตรอเบอรี่มารวมกัน รูปทรงคล้ายสตรอเบอรี่ แต่มีสีขาวและมีเมล็ดสีแดงแทรกอยู่บนผิว มีรสชาติและกลิ่นเหมือนสับปะรด เป็นผลไม้ป่าของทวีปอเมริกาใต้ที่ใกล้สูญพันธุ์ มีขนาดผลประมาณ 15 - 23 มิลลิเมตร สามารถหาซื้อกินได้ในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายนเท่านั้

 2. กุหลาบสีรุ้ง 


          กุหลาบสีรุ้งเป็นดอกไม้ที่ไม่มีกลิ่น กลีบดอกมีหลากสีสัน ลำต้นยาวประมาณ 40 - 100 เซนติเมตร เมื่อดอกกุหลาบบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร ปีเตอร์ ฟาน เดอร์ แวร์เคิน เจ้าของบริษัทดอกไม้ในประเทศฮอลแลนด์เป็นผู้คิดค้น วิธีการผลิตทำได้โดยการฉีดสารสีเข้าไปที่ลำต้นของกุหลาบ กลีบกุหลาบจะดูดซับสีนั้นเอาไว้จนได้กุหลาบสีรุ้งออกมา
 3. ต้นเบาบับ 


          เป็นต้นไม้พื้นเมืองของทวีปแอฟริกา มีความสูง 5 - 30 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 7 - 11 เมตร บางครั้งอาจเรียกว่า 'ต้นไม้กลับหัว' เพราะช่วงที่ต้นเบาบับผลัดใบจนหมดจะเหลือเฉพาะกิ่งก้านดูเหมือนรากไม้ชี้ขึ้นฟ้าเมื่ออากาศแห้งแล้งต้นเบาบับก็สามารถอยู่รอดได้ เพราะในลำต้นสามารถเก็บน้ำได้มากถึง 120,000 ลิตร เชื่อกันว่าใครปลูกต้นเบาบับจะมีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต


 4. ดอกเทียนนกแก้ว 


          ดอกเทียนนกแก้ว เป็นพืชหายากชนิดหนึ่ง พบเฉพาะที่สูงทางภาคเหนือของประเทศไทยเป็นพืชล้มลุก ลำต้นอวบน้ำ สูงประมาณ 0.5 - 1.5 เมตร ดอกมีรูปทรงสวยงามเหมือนนกที่โดนแมวกัดไปครึ่งตัว มีสีม่วงแกมแดงและขาว ขนาด 2 - 3 เซนติเมตร ออกดอกในช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายนของทุกปี


 5. ว่านค้างคาวดำ 


         ว่านค้างคาวดำมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ว่านหัวลา ว่านพังพอน ว่านนางครวญ และมังกรดำพบในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน ดอกสีม่วงดำ ก้านใบแผ่เป็นครีบดอกคล้ายค้างคาวบิน มีใบประดับกลมยาวสีม่วงดำเหมือนหนวดแมวประมาณ 10 - 25 เส้น นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและนำมาต้มดื่มเป็นสมุนไพรบำรุ­งกำลัง


 6. ดอกทานตะวันสีดำ 


          ดอกทานตะวันสีดำพบในสหราชอาณาจักร ลักษณะเด่นอยู่ตรงที่ลำต้นแคระแกร็น สูงประมาณ 4 ฟุต มีดอกสีแดงม่วงเข้มอมน้ำตาลจนดูเป็นสีดำ เริ่มออกดอกในช่วงเดือนมิถุนายน - ตุลาคมของทุกปี ดอกทานตะวันสีดำมีหลายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่มีสีดำเข้มที่สุดคือ แบล็ก เมจิก เอฟ วัน


 7. ต้นไม้มังกร 


          ต้นไม้มังกรพบในหมู่เกาะคะเนรี ประเทศสเปน มีลำต้นเพียงลำต้นเดียวหรือมากกว่าหนึ่งลำต้นก็ได้ สูงประมาณ 12 เมตร รูปทรงคล้ายร่ม มีใบหนา เป็นต้นไม้ที่เจริญเติบโตช้า สูงขึ้นเพียงปีละ 1 เมตรเท่านั้น เมื่อฟันบริเวณโคนต้นไม้มังกร จะมีของเหลวสีแดงไหลออกมา เรียกกันว่า 'เลือดมังกร'


 8. ลิลลี่งูเห่า 


        เป็นพืชกินแมลงที่เลี้ยงยากที่สุดในโลก มีรากแตกเป็นฝอยเล็กๆ ไม่มีรากแก้ว ใบมีลักษณะแทงขึ้นพ้นพื้นดินเป็นกอคล้ายงูเห่า จับแมลงโดยใช้กลิ่นหอมของน้ำหวานหลอกล่อให้แมลงบินเข้าไป เมื่อแมลงมองเข้าไปด้านในจะเห็นแสงสว่างส่องมาจากด้านบน ทำให้คิดว่าเป็นท้องฟ้า แต่ว่าแมลงก็ไม่สามารถเดินกลับออกมาด้านนอกได้เพราะมีขนแหลมภายในกรวยคอยทิ่มอยู่


 9. จอกบ่วาย 


          จัดอยู่ในกลุ่มพืชกินแมลงพบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ­ของประเทศไทย ใบเป็นแผ่นมนรีลักษณะคล้ายช้อนเรียงกันเป็นรูปวงกลม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 - 3 เซนติเมตร ช่วงต้นฤดูฝนใบมีสีเขียว แต่ในช่วงปลายฤดูฝนใบจะมีสีแดงเรื่อตามขอบใบ บนใบจะมีขนเล็กๆ จำนวนมากซึ่งมีน้ำหวานเหนียวๆ คล้ายหยาดน้ำค้างทใช้ดักจับมดแมลงไว้เป็นอาหาร อีกชื่อหนึ่งของจอกบ่อวายคือ 'หยาดน้ำค้าง'


 10. ปีศาจทะเลทราย 


        ปีศาจทะเลทรายเป็นพืชโบราณไร้ดอก มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทะเลทรายนามิบ ระหว่างประเทศนามิเบียและประเทศแองโกลา มีเพียงลำต้น ราก และใบเท่านั้น ลำต้นหนา มีอายุประมาณ 400 - 1,500 ปี เมื่อเติบโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 6 ฟุต กว้าง 24 ฟุต บางคนคิดว่ามันรูปร่างเหมือนมนุษย์ต่างดาว



ขอบคุณข้อมูลจาก Yenta4http://www.yenta4.com/
อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/43967

น้ำบนโลกแท้จริงกำเนิดจากแถบดาวเคราะห์น้อย


นักวิทยาศาสตร์พบว่า แหล่งน้ำของโลกไม่ได้มีจุดเริ่มต้นมาจากนอกระบบสุริยะอันไกลโพ้น แต่มาจากแถบดาวเคราะห์น้อยนี่เอง
ดร.โคเนล อเล็กซานเดอร์ แห่งสถาบันคาร์เนกี้ ในวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ได้นำเสนอผลงานวิจัยในวารสารวิชาการ Science แล้ว โดยน่าจะทำให้เรามีความเข้าใจที่มาที่ไปของระบบสุริยะของเรามากยิ่งขึ้นได้
นักดาราศาสตร์เชื่อว่า น้ำนั้นกระจายอยู่ทั่วไปในระบบสุริยะในยุคแรก แต่โลกในยุคแรกนั้นร้อนเกินที่จะกักเก็บน้ำที่อยู่ในรูปของเมฆฝุ่นเอาไว้ได้
นักดาราศาสตร์จึงตั้งสมมติฐานว่า ดาวหางและอุกกาบาตในยุคแรกที่ชื่อ carbonaceous chondrites ก่อตัวขึ้นไกลจากดาวพฤหัสออกไป และจากนั้นก็เคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ นำพาน้ำและสารอินทรีย์มายังโลก
อุกกาบาตที่ตกลงมาบนโลกนั้น แบ่งออกเป็นสามชนิดคือ อุกกาบาตเหล็ก อุกกาบาตหิน และอุกกาบาตหินและเหล็ก ในกลุ่มอุกกาบาติหินนั้น มีชนิดหนึ่งที่ชื่อ Carbonaceous chondrite หรือ C.chondrite จัดว่าเป็นอุกกาบาตชนิดที่หายาก มีอยู่เพียงแค่ 4.6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นของอุกกาบาตที่ตกลงมาบนโลก ลักษณะเด่นคือเป็นอุกกาบาตที่มีสารอินทรีย์และน้ำปนอยู่
ล่าสุด นักดาราศาสตร์สามารถบอกได้แล้วว่า วัตถุเหล่านั้นอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากเพียงใด โดยใช้วิธีการวัดอัตราของการมีดิวทีเรียม ซึ่งเป็นไอโซโทปหนึ่งของไฮโดรเจน ที่น้ำนั้นมี
ซึ่งตามปกติแล้ว วัตถุที่ก่อตัวในที่ที่อยู่ไกลออกไปนั้นมีโอกาสที่แผ่นน้ำแข็งจะมีดิวทีเรียมมากกว่าวัตถุที่ก่อตัวใกล้กับดวงอาทิตย์
อเล็กซานเดอร์และทีมงาน จึงได้ทำการวัดไอโซโทปของไฮโดรเจน คาร์บอน ไนโตรเจนของตัวอย่างอุกกาบาต chondrite 85 ชิ้น และเปรียบเทียบผลที่ได้กับข้อมูลส่วนประกอบของดาวหางที่รู้อยู่แล้ว
"เราพบว่า carbonaceous chondrites กลุ่มนี้ไม่น่าจะก่อตัวขึ้นในบริเวณเดียวกับดาวหางของระบบสุริยะ เพราะพวกมันมีดิวทีเรียมน้อยกว่าไฮโดรเจนมาก" อเล็กซานเดอร์อธิบาย
"ผมว่ามันเหมือนกับ carbonaceous chondrites ที่ก่อตัวขึ้นในแถบดาวเคราะห์น้อยตรงระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสมากกว่านะ"
อเล็กซานเดอร์ชี้ว่า อัตราส่วนของไฮโดรเจนกับดิวทีเรียมใน carbonaceous chondrites นั้นยังใกล้เคียงกับแหล่งน้ำบนโลกด้วย
"ซึ่งก็หมายความว่า วัตถุในยุคแรกๆของโลกอย่างน้ำนั้นมาจาก carbonaceous chondrites ที่มาจากแถบดาวเคราะห์น้อย ไม่ใช่มาจากดาวหาง"
อเล็กซานเดอร์ชี้ว่า ดาวหางที่พุ่งชนโลกนั้นนำดาวหางทั้งดวงมา ไม่ใช่เพียงแค่พาน้ำมาเท่านั้น
"ดาวหางมีสารอินทรีย์เยอะเลย และมีดิวทีเรียมเยอะเช่นกัน"
"แต่ถ้าเปรียบเทียบอัตราส่วนของดิวทีเรียมกับไฮโดรเจนของน้ำแข็งจากดาวหางนั้น เราพบว่าไม่ค่อยตรงกับน้ำบนโลกเลย"

แปลจาก: http://www.abc.net.au/science/articles/2012/07/13/3544615.htm


อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/vnews/154438

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เซิร์นจ่อพบอนุภาคฮิกส์ โบซอน-ไขปริศนาเอกภพ


นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบอนุภาคขนาดเล็กกว่าอะตอมที่สอดคล้องกับอนุภาคที่ชื่อว่า "ฮิกส์ โบซอน" ที่เชื่อกันว่า มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการก่อตัวของเอกภพ
 อนุภาคฮิกส์ โบซอน หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "อนุภาคพระเจ้า" จัดอยู่ในกลุ่มอนุภาคโบซอน เนื่องจากมีค่าสปินเป็นเลขจำนวนเต็ม (เหมือนกับอนุภาคอื่น ๆ ในกลุ่มโบซอน) และตามทฤษฎีต้องใช้พลังงานมหาศาลในการตรวจจับอนุภาคชนิดนี้ ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการชนของอนุภาค อนุภาคฮิกส์ โบซอนเป็นอนุภาคมูลฐานเพียงชนิดเดียวที่ยังไม่เคยได้รับการค้นพบ แต่มีการทำนายว่ามีอยู่จริงตามแบบจำลองมาตรฐาน
 ทีมนักวิทยาศาสตร์จากเจนีวาและเมลเบิร์นกล่าวว่า การค้นพบอนุภาคขนาดเล็กครั้งนี้ยังต้องการการตรวจสอบอย่างละเอียดอีก แต่ก็เป็นหลักฐานชิ้นที่มีน้ำหนักที่สุดที่พอจะบอกได้ว่า อนุภาคนี้มีอยู่จริง
 "อนุภาคตัวนี้มีความสอดคล้องกับฮิกส์ โบซอนมาก" องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป หรือ CERN แถลง
 โดยนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างก็พยายามจะหาอนุภาคนี้มาเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว
 "เราได้มาจึงจุดหมายจุดหนึ่งของการเข้าใจธรรมชาติแล้ว" โรล์ฟ ฮอยเออร์ ผู้อำนวยการทั่วไปของ CERN กล่าว
 "การค้นพบอนุภาคที่สอดคล้องกับลักษณะของฮิกส์ โบซอนนี้ปูทางให้เราไปศึกษารายละเอียดเชิงลึกได้ ซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์ทางสถิติอย่างหนักเลย ซึ่งก็จะทำให้เราระบุได้ชัดเจนไปเลยว่า คุณสมบัติของอนุภาคตัวใหม่นี้เป็นเช่นไร และก็น่าจะทำให้เราไขปริศนาอื่นๆของเอกภพของเราได้"
 หากเราสามารถพบอนุภาคฮิกส์แล้ว จะทำให้แบบจำลองมาตรฐานของเอกภพมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยแบบจำลองมาตรฐานนี้คือทฤษฎีที่บอกว่า เอกภพของเราประกอบไปด้วยมวลสารและอนุภาคอะไรบ้าง จึงก่อให้เกิดแรงพื้นฐานขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
 แบบจำลองมาตรฐานในปัจจุบันถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว แต่ยังมีช่องโหว่อีกหลายจุดที่ยังไม่มีคำตอบ โดยคำถามที่สำคัญคือ เหตุใดอนุภาคบางตัวจึงมีมวล แต่บางตัวจึงไม่มีมวล
 ย้อนกลับไปเมื่อปี 1964 ปีเตอร์ ฮิกส์ นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษเชื่อว่า เมื่อครั้งที่เอกภพถือกำเนิดในการระเบิดบิ๊กแบงเมื่อ 13,700 ล้านปีก่อนนั้น น่าจะมีอนุภาคโบซอนกระจายอยู่ทั่วไป และยังเป็นอนุภาคที่ควบคุมไม่ได้ และมองไม่เห็นด้วย
 ตามทฤษฎีเชื่อว่า เมื่ออนุภาคโบซอนชนกับอนุภาคฮิกส์ ความเร็วจะลดลงและมีมวลขึ้นมา แต่หากอนุภาคโบซอนไม่ชนกับอะไรเลย ก็จะกลายเป็นอย่างอื่น เช่น อนุภาคของแสง จากนั้น นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกก็เริ่มตามหาอนุภาคฮิกส์ โบซอนนี้ แต่ทำได้ยาก เพราะแม้อนุภาคฮิกส์ โบซอนจะมีมวลมากแต่จะสลายตัวแทบจะทันทีที่ก่อกำเนิดขึ้นมา จึงต้องใช้เครื่องเร่งอนุภาคที่มีพลังงานสูงมากในการตรวจจับและบันทึกข้อมูล
 ล่วงเลยมาเกือบห้าสิบปี นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ค้นพบอนุภาคที่สอดคล้องกับอนุภาคฮิกส์ โบซอน ครั้งนี้แล้ว และได้รายงานการค้นพบอนุภาคที่คล้ายกับฮิกส์ โบซอนในงานประชุมฟิสิกส์พลังงานสูงนานาชาติด้วย ในขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าอนุภาคฮิกส์ โบซอนนี้มีอยู่จริงหรือไม่
 ส่วนทาง CERN นั้น แม้จะเป็นผู้นำในการค้นหาอนุภาคครั้งนี้ แต่ยังลังเลใจที่จะประกาศการค้นพบครั้งนี้อย่างเป็นทางการ
 เนื่องจากว่า เราไม่สามารถมองเห็นอนุภาคฮิกส์ โบซอนได้ นักวิทยาศาสตร์จึงต้องหาวิธีการมายืนยันการมีอยู่จริงให้ได้ คล้ายๆกับการพิสูจน์ว่าลมมีอยู่จริง เรามองไม่เห็นลมก็จริง แต่บอกได้ว่ามีลมอยู่จริงจากการดูผลที่เกิดขึ้นจากลม
 ในการยืนยันการมีอยู่จริงนั้น นักวิทยาศาสตร์ทำการยิงโปรตอนเข้าหากันให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ โดยใช้ Large Hadron Collider หรือเครื่องเร่งอนุภาคความยาว 27 กิโลเมตรของ CERN ที่ติดตั้งอยู่ใต้ดินพรมแดนกระเทศฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ ใกล้กับนครเจนีวา
 ในอุโมงค์ใต้ดินนั้น นักวิทยาศาสตร์ทำให้เกิดการชนโปรตอนที่เล็กแต่รุนแรงได้ จนได้เศษซากมาเป็นอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม ที่ตรวจจับได้ด้วยเครื่องตรวจจับ จากนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้วินิจฉัยสัญญาณของการชนและค้นหาแพทเทิร์นบางอย่างที่บ่งชี้ได้ว่า มีฮิกส์ โบซอนอยู่จริง

แปลจาก: http://www.abc.net.au/science/articles/2012/07/04/3538713.htm
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก: th.wikipedia.org ( http://bit.ly/vBsG22 )


อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/vnews/154430

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ความลึกของสายรุ้ง


อออออ รุ้งเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่สวยงาม ในวัยเด็กผมมักจะพบเจอความเชื่อที่ผิดๆ มากมายเกี่ยวกับรุ้ง บ้างก็เกิดจากจินตนาการแบบเด็กๆ อย่างรุ้งคือสะพานสู่สวรรค์ แต่บางความเชื่อก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้เช่น ผู้ใหญ่มักจะหลอกเด็กๆ ว่าอย่าใช้มือชี้รุ้ง ประเดี๋ยวนิ้วจะกุด อืม...จนทุกวันนี้ผมก็ยังไม่สามารถหาคำอธิบายใดๆมารองรับความเชื่อนี้ได้ (หนึ่งในคำอธิบายที่ดูเข้าท่าก็คือ กลัวเด็กๆ จะดูรุ้งจนเพลินจนเดินไปสะดุดอะไรเข้า ... มั้ง???) จนโตขึ้นมาก็รู้ว่ารูุ้งเกิดจากการหักเหของแสง ก็อืม.. จบแค่นั้น จนกระทั่งวันหนึ่งได้อ่านบทความเกี่ยวกับรุ้ง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าจริงๆแล้ว เบื้องหลังความสวยงามของรุ้งนั้น มีคำอธิบายที่มากกว่าแค่การหักเกของแสงเท่านั้น เลยเอามาฝากกันครับ เผื่อว่าดูรุ้งครั้งต่อไป อาจมองเห็นรุ้งมีมิติที่ลึกกว่าที่เคยเป็นมา 
ความลึกของสายรุ้ง
อออออ " เป็นไปได้ไหมที่จะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ในฟิสิกส์โดยไม่ต้องใช้คณิตศาสตร์ "
อออออ นักวิทยาศาสตร์แต่ละสาขามีความพยายามจะอธิบายงานวิจัยและความรู้ที่พวกเขาคลุกคลีอยู่ด้วยภาษาง่ายๆ และการยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้คนจำนวนมากเข้าใจอยู่เสมอ ซึ่งคนจำนวนมากไม่ได้เรียนมาทางด้านวิทยาศาสตร์ ทำให้คำอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ มีขีดจำกัดอยู่เหมือนกัน
อออออ สมัยที่อย่อนุบาล หลังเรียนเรื่องรุ้งกินน้ำจบ ผม(Mister Tompkin) กลับมาทำการทดลอง "สร้างรุ้ง" ที่บ้านหลังการแปรงฟันในตอนเช้า โดยการอมน้ำไว้เต็มกระพุ้งแก้มแล้วเป่าพรวดแรงๆ ให้น้ำกระจายฝอยเป็นละออง อพละอองน้ำต้องแสงแดดก็มีสายรุ้งปรากฎอยู่ในนั้น คิดว่าหลายๆคนคงเคยเล่นแบบนี้แน่ แต่การเล่นเลอะๆ แบบนี้ทำให้ผมรู้สึกทึ่งที่รุ้งกินน้ำไม่ได้เกิดบนท้องฟ้า และไม่จำเป็นต้องเกิดหลังฝนตก เราสามารถสร้างมันได้เอง ถึงแม้จะชั่วพริบตาเดียวก็เถอะ
อออออรุ้งกินน้ำที่เห็นหลังฝนตกนั้นเกิดจากแสงอาทิตย์สาดกระทบละอองฝนเล็กๆ ที่กระจายอยู่เต็มอากาศ แสงที่ส่องกระทบเกิดการหักเหผ่านเข้าไปข้างในหยดน้ำ และวิ่งไปสะท้อนที่ผิวด้านหลังแล้ววกกลับมาหักเหด้านหน้าอีกครั้ง จึงออกมาสู่สายตาเรา
vvvvv
รูปแสดงการหักเหของแสงผ่านหยดน้ำ

อออออ คำอธิบายนี้ทำให้เราเข้าใจการเกิดรุ้งกินน้ำได้ในระดับหนึ่ง แต่หากจะเข้าใจว่าทำไมรุ้งกินน้ำต้องปรากฏอยู่เหนือระดับสายตาเราด้วยมุมราวๆ 42 องศา แถมยังปรากฏเป็นรูปครึ่งวงกลมด้วย ไม่ใช่รูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม  เรื่องแบบนี้ต้องออกแรงคำนวณกันล่ะ
อออออ คนที่คำนวณมุมปรากฏของสายรุ้งได้คนแรก คือ เรอเน เดการ์ต (Rene Descartes, 1956-1650) เมื่อราวๆเกือบสี่ร้อยปีก่อน ทำไมเขาต้องลำบากลำบนคิดคำนวณออกมาด้วย เพราะถ้าเราอธิบายว่าสายรุ้งเกิดจากการสะท้อนและหักเหของแสงแล้วจบ คำอธิบายนี้ก็ไม่ได้ต่างจากการอธิบายว่า สายรุ้งคือสัญลักษณ์ที่ปรากฏจากสรวงสวรรค์ หรือสะพานที่เชื่อมโลกมนุษย์กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ใครๆก็พูดได้ทั้งนั้นแหละว่ารุ้งเกิดขึ้นจากอะไร แต่การคำนวณด้วยกฎการหักเหและสะท้อนทำให้เราทำนายได้ว่า สายรุ้งจะเกิดปรากฏที่มุมราว 42 องศา และปรากฏเป็นครึ่งวงกลม ดังรูป เรียกว่ามีหลักฐานพิสูจน์ยืนยันคำอธิบายของเราอย่างชัดเจนขึ้นไปอีก แถมยังทำให้เราขยายไปอธิบายเรื่องอื่นๆ ได้อีกด้วย

รูปแสดงการเกิดรุ้งที่มุม 42 องศา
อออออ หากใครสังเกตดีๆ จะพบว่า เหนือรุ้งกินน้ำที่เราเห็นบ่อยๆ จะมีรุ้งอีกสายปรากฏจางๆอยู่ด้วย สายรุ้งจางๆที่ว่า จะเป็นครึ่งวงกลมขนานไปกับสายรุ้งแรก เราเรียกรุ้งสายจางๆนี้ว่า รุ้งสายที่สอง (secondary rainbow)หลักการทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์คำนวณได้ว่า ทำไมจึงมีรุ้งสายที่สองที่จางกว่าปรากฎเหนือรุ้งสายแรก (ที่มุมราวๆ 50 องศา) แถมรุ้งสายที่สองนี้ยังปรากฏสีตรงข้ามกับรุ้งสายแรกอีกต่างหาก
อออออ รุ้งสายแรกที่เราเห็นชัดๆ จะปรากฏสีม่วง-คราม-น้ำเงิน-เขียว-เหลือง-แสด-แดง ไล่จากวงชั้นในไปยังวงชั้นนอก แต่รุ้งสายที่สองจะมีสีสลับกัน คือ วงชั้นในจะเป็นสีแดงแล้วไล่ไปหาม่วงที่ชั้นนอกสุด แถมเราอาจไม่เคยสังเกตเลยว่า พื้นที่ของท้องฟ้าที่ปรากฏเหนือรุ้งสายแรกที่เราเห็นบ่อยๆ จะมีสีเข้มทึบทึมกว่าใต้สายรุ้ง!!! ไม่เชื่อเข้าไปค้นในกูเกิ้ลหารูปรุ้งมาดูได้จะพบว่าเหนือรุ้งกินน้ำ ท้องฟ้าจะมืดกว่าใต้รุ้งจริงๆ (ลองกลับไปดูรูปสายรุ้งด้านบนสุดดูนะครับ)
อออออ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เราสามารถคำนวณได้ แต่ก็ยุ่งยากซับซ้อนยิ่งนัก ในแง่หนึ่งคณิตศาสตร์ทำให้เราทำนายปรากฏการณืต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน แต่การคำนวณยุ่งยากทั้งหลายและความชัดเจนดังกล่าวอาจไม่จำเป็นกับชีวิตประจำวันของเราเลย พูดง่ายๆว่า ถึงจะไม่เข้าใจหลักคณิตศาสตร์ก็มองเห็นรุ้งได้สวยงามเหมือนเดิม แต่จะมองเห็นลึกลงไปแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่อง
ที่มา : หนังสือมายากลศาสตร์ สำนักพิมพ์มติชน โดย Mister Tompkin