วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ขั้วน้ำแข็งดาวอังคารและความสัมพันธ์กับแสงอาทิตย์


บนขั้วโลกของดาวอังคารนั้นมีแผ่นของน้ำแข็งและฝุ่นซ้อนกันเป็นชั้นๆ บ่งบอกว่าสภาพอากาศที่ดาวอังคารที่ผ่านมานั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
นักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันนิลส์ บอหร์ ได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างชั้นของน้ำแข็งที่ขั้วเหนือของดาวอังคารกับความเปลี่ยนแปลงของแสงอาทิตย์ที่ส่องมาถึงดาวอังคาร จนได้ทราบสภาพอากาศที่ผ่านๆมาของดาวอังคาร โดยเชื่อว่า น้ำแข็งและฝุ่นที่สะสมตัวกันเป็นชั้นๆนั้น ได้รับอิทธิพลจากความเปลี่ยนแปลงแสงอาทิตย์ที่ส่องมาถึงดาวอังคาร
ผลงานการค้นพบนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ lcarus แล้ว
บริเวณที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งบนขั้วของดาวอังคารนั้น น้ำแข็งมีความหนาหลายกิโลเมตรและประกอบไปด้วยชั้นของพืดน้ำแข็งและฝุ่นซ้อนกันหลายๆชั้น บริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นเนินเขาและหุบเขาอย่างที่เราทราบมาหลายสิบปีแล้วนับตั้งแต่มียานอวกาศมาสำรวจขั้วของดาวอังคารครั้งแรก นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า การที่บริเวณนี้ประกอบด้วยหลายๆชั้นซ้อนกัน น่าจะสะท้อนถึงสภาพอากาศบนดาวอังคารในอดีตที่ผ่านมาได้ เช่นเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์เคยวิเคราะห์บันทึกสภาพอากาศของโลกจากการวิเคราะห์แก่นน้ำแข็งบริเวณเกาะกรีนแลนด์และทวีแอนตาร์ติกา
เนื่องจากแสงอาทิตย์ที่ส่องมายังดาวอังคารจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาเนื่องจากแกนการหมุนรอบตัวเองของดาวอังคารเอียงไม่ต่างจากโลกมากนัก หลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พยายามจะเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงแสงอาทิตย์กับการก่อตัวของชั้นต่างๆบนดาวอังคาร โดยพยายามจะดูสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่เป็นคาบๆในชั้นที่เราพอจะสังเกตการณ์ได้ นั่นก็คือ 500 เมตรบนสุด ซึ่งหากพบการเปลี่ยนแปลงเป็นคาบๆในลักษณะที่ว่า ก็แสดงว่าเราน่าจะบ่งบอกย้อนไปถึงการเปลี่ยนแปลงแสงอาทิตย์บนดาวองคารได้ แต่จนถึงก่อนหน้านี้ ยังไม่มีใครพบความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงแสงอาทิตย์กับชั้นบนพื้นผิวของดาวอังคารเลย
"ที่นี่ เราใช้วิธีการที่แตกต่างออกไปจากเดิมเลย เราได้พัฒนาแบบจำลองที่จำลองได้ว่าชั้นแต่ะชั้นก่อตัวขึ้นมาอย่างไร โดยอ้างอิงจากกระบวนการทางกายภาพพื้นฐาน และแบบจำลองก็ได้แสดงให้เห็นว่า มีความสัมพันธ์ระหว่างการสะสมตัวของน้ำแข็งและฝุ่น กับการเปลี่ยนแปลงแสงอาทิตย์จริง" คริสตีน ฮวิดเบิร์ด นักวิจัยฟิสิกส์น้ำแข็งที่ศูนย์ศึกษาน้ำแข็งและสภาพอากาศ สถาบันวิจัยนีลส์ บอหร์ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เผย
ฮวิดเบิร์กอธิบายว่า ในแบบจำลองนั้น การก่อตัวของชั้นของผิวดาวอังคารได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงแสงอาทิตย์ และชั้นที่อุดมไปด้วยฝุ่นจะเกิดจาก 2 กระบวนการคือ
1: น้ำแข็งระเหยเป็นไอมากในช่วงหน้าร้อน (เมื่อแกนดาวอังคารชี้ลง) และ
2: มีความเปลี่ยนแปลงการสะสมของฝุ่นอันเนื่องมาจากแกนดาวอังคารเปลี่ยนลักษณะการชี้
แบบจำลองดังกล่าวจัดว่าเป็นแบบจำลองที่ดูง่าย แต่มีความเป็นไปได้ทางฟิสิกส์ และสามารถใช้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและการก่อตัวของชั้นบนพื้นผิวของดาวอังคารได้
นักวิจัยสร้างกรอบทำงานให้กับแบบจำลองดังกล่าวเพื่อให้สามารถอธิบายการก่อตัวได้จริงเมื่อมีการสำรวจจริง และเมื่อทำการเปรียบเทียบชั้นของพื้นผิวจากแบบจำลอง กับการวัดพื้นผิวจริงๆจากภาพจากยานอวกาศความละเอียดสูงบนขั้วเหนือของดาวอังคาร นักวิจัยพบว่า แบบจำลองให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับความจริงอันซับซ้อนมากทีเดียว
"แบบจำลองนี้สามารถบอกถึงพื้นผิว 500 เมตรบนสุดของขั้วน้ำแข็งขั้วเหนือของดาวอังคารได้ เท่ากับว่า บ่งบอกสภาพอากาศได้ย้อนหลังถึง 1 ล้านปี และพบว่า อัตราการสะสามตัวโดยเฉลี่ยของน้ำแข็งและฝุ่นคือ 0.55 มิลลิเมตรต่อปี เนื่องจากว่าแต่ละชั้นและปริมาณการส่อแสงของดวงอาทิตย์มีความสัมพันธ์กัน ดังนั้น เราจึงบอกสภาพอากาศบนขั้วเหนือของดาวอังคารได้มากกว่า 1 ล้านปี" คริสตีน ฮวิดเบิร์ก ยืนยัน
แม้ว่าแบบจำลองนี้จะได้มาจากการเปรียบเทียบชั้นที่มีอยู่จริงในช่วงความลึก 500 เมตร แต่ก็เคยมีการศึกษาก่อนหน้านี้ที่บอกว่า ชั้นน้ำแข็งทั้งหมดและโครงสร้างภายในสามารถอธิบายได้ด้วยแบบจำลองเพียงแค่ 500 เมตรบนสุด ดังนั้น แบบจำลองนี้จึงสามารถอธิบายได้ว่า การสะสมตัวของน้ำแข็งและฝุ่นบนดาวอังคารในช่วงหลายล้านปีที่ผ่านๆมาเป็นเช่นไร

อ้างอิง: University of Copenhagen (2012, September 6). Mars's dramatic climate variations are driven by the Sun. ScienceDaily. Retrieved September 8, 2012, from http://www.sciencedaily.com/releases/2012/09/120906112603.htm

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.vcharkarn.com/vnews/154527

พบดาวเคราะห์ในกระจุกดาวรวงผึ้ง


นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ที่อยู่ในกระจุกดาวเป็นครั้งแรก และยังเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันว่า ดาวเคราะห์สามารถเกิดขึ้นได้ในสภาพแวดล้อมที่มีดาวฤกษ์อยู่มากๆ
แม้ดาวเคราะห์ดวงนี้จะไม่ใช่ดาวเคราะห์ที่เหมาะสมกับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต แต่นักดาราศาสตร์จินตนาการว่า ท้องฟ้าของดาวเคราะห์ดวงนี้ต้องมีดวงดาวมากกว่าที่เราเห็นจากบนโลกแน่นอน
ดาวเคราะห์ดวงนี้มีลักษณะคล้ายกับดาวพฤหัสร้อนขนาดยักษ์ มีมวลมาก และอุดมไปด้วยแก๊สที่กำลังเดือดเพราะโคจรอยู่ใกล้ๆดาวแม่ด้วยคาบที่สั้น แต่ละดวงนี้โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่ลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ในกระจุกดาวรวงผึ้ง หรือกระจุกดาว Praesepe อันเป็นกระจุกดาวที่มีดาวฤกษ์อยู่ประมาณ 1,000 ดวง
กระจุกดาวรวงผึ้ง เป็นกระจุกดาวเปิด คือ กระจุกดาวที่ดาวแต่ละดวงเกิดในเวลาใกล้เคียงกันและมาจากกลุ่มก้อนเมฆเดียวกัน ดังนั้น ดาวฤกษ์แต่ละดวงจึงมีองค์ประกอบทางเคมีที่คล้ายๆกัน กระจุกดาวจะไม่เหมือนกับดาวแบบอื่นๆเพราะหลังจากเกิดแล้วจะไม่กระจายตัวกันออกไป แต่ยังเกาะกลุ่มอยู่ด้วยกันด้วยแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน
"เราตรวจพบดาวเคราะห์มากขึ้นเรื่อยๆแล้ว และก็มีความหลากหลายมากขึ้น อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สุดขั้วมากขึ้น อย่างตอนนี้ก็กระจุกดาวที่ดาวอยู่ใกล้ๆกัน" มาริโอ อาร์. เปเรซ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ในโครงการค้นหาจุดกำเนิดระบบสุริยะขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐ หรือนาซ่า กล่าว
"กาแลกซี่ของเรามีกระจุกดาวเปิดแบบนี้พันกว่าแห่ง ซึ่งก็มีศักยภาพทางฟิสิกส์มากพอที่จะก่อให้เกิดดาวเคราะห์ขนาดใหญ่มากมาย"
ดาวเคราะห์ในกระจุกดาวรวงผึ้ง สองดวงนี้มีชื่อว่า Pr0201b และ Pr0211b โดยที่มีชื่อตามหลังว่า b นั้นเป็นมาตรฐานการตั้งชื่อตามการรวมตัวของดาวเคราะห์
"นี่เป็นดาวเคราะห์แบบ b สองดวงแรกในกระจุกดาวรวงผึ้ง" แซม ควินน์ นักศึกษาปริญญาโทด้านดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอร์เจียสเตท มลรัฐแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา และผู้แต่งบทความนี้กล่าว โดยบทความนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Astrophysical Journal Letters แล้ว
ควินน์และทีมงานของเขา โดยความร่วมมือกับเดวิด ลาแธม ที่ศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ฮาเวิร์ด-สมิธโซเนียน ค้นพบดาวเคราะห์ดวงดังกล่าวโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ทิลลิงฮาสต์ ขนาดหน้ากล้อง 1.5 เมตรที่ศูนย์สังเกตการณ์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์เฟรด ลอว์เรนซ์ของศูนย์ฮาเวิร์ด-สมิธโซเนียน ในอมาโด มลรัฐแอริโซนา เพื่อวัดการโคลงเคลงของแรงโน้มถ่วงขนาดเล็กๆที่เกิดจากดาวเคราะห์ที่กำลังโคจรรอบดาวแม่อยู่นี้ โดยการค้นพบดาวเคราะห์ที่โคจรรอบกระจุกดาวที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการค้นหาครั้งนี้พบแต่ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ยักษ์ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ดาวเคราะห์มาโคจรรอบดาวฤกษ์ที่คล้ายคลึงกับดวงอาทิตย์ของเรา
"นี่เป็นปริศนาข้อใหญ่ของนักล่าดาวเคราะห์" ควินน์บอก "เรารู้ว่าดาวฤกษ์ส่วนใหญ่มักจะก่อตัวขึ้นในสภาพแวดล้อมที่คล้ายๆกับเนบิวลาโอไรออน บางที สภาพแวดล้อมแบบนี้ก็เหมาะกับการก่อตัวของดาวเคราะห์ และอย่างน้อยที่สุด กระจุกดาวที่มีดาวฤกษ์ที่คล้ายกับดวงอาทิตย์แบบนี้ก็น่าจะมีดาวเคราะห์บ้างนะ และในที่สุด เราก็ค้นพบ"
ผลการศึกษาครั้งนี้ยังเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักทฤษฎีที่พยายามจะเข้าใจดาวพฤหัสร้อนที่โคจรใกล้กับดาวแม่มากๆด้วย โดยทฤษฎีส่วนใหญ่นั้นจะใช้ได้กับดาวพฤหัสร้อนที่เย็นกว่านี้และไกลจากดาวแม่กว่านี้
"อายุที่ถือว่าน้อยสำหรับกระจุกดาวรวงผึ้ง นั้นทำให้ดาวเคราะห์ที่ว่าเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่อายุน้อยที่สุด" รัสเซล ไวท์ นักวิทยาศาสตร์แห่งโครงการศึกษาจุดกำเนิดระบบสุริยะ ของนาซ่ากล่าว "และนี่ก็สำคัญเพราะว่ามันคือสถานการณ์ที่ดาวเคราะห์ยักษ์โคจรเข้าไปซึ่งเราก็อยากจะรู้ว่าเร็วเพียงใด และการรู้ว่าเข้าไปเร็วเพียงใดนั้นคือก้าวแรกที่จะศึกษาว่าดาวเคราะห์เคลื่อนที่เข้าไปใกล้ดาวแม่อย่างไร"
นักวิทยาศาสตร์ยังชี้ด้วยว่า กระจุกดาวรวงผึ้ง มีโลหะอยู่มาก ดังนั้น ดาวหลายๆดวงในกระจุกดาวรวงผึ้ง จึงมีธาตุหนักเช่นเหล็กมากกว่าที่ดวงอาทิตย์ของเรามี
"การค้นพบดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ๆดาวฤกษ์เป็นการบอกว่า โลหะเหล่านี้เป็นเหมือนปุ๋ยของดาวเคราะห์ ซึ่งหมายถึงว่า ดาวเคราะห์แก๊สจะอุดมไปด้วยธาตุมากมาย ผลการศึกษาของเราก็ชี้ว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในกระจุกดาวได้เช่นกัน"

อ้างอิง: NASA/Jet Propulsion Laboratory (2012, September 14). First planets found around sun-like stars in a cluster. ScienceDaily. Retrieved September 16, 2012, from http://www.sciencedaily.com­ /releases/2012/09/120914133446.htm

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.vcharkarn.com/vnews/154550

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

โรคประหลาด'เล็บ'ผุดทุกรูขุมขน


ปัจจุบันเกิดโรคมากมายให้ต้องระมัดระวังกัน เพราะมีโรคแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นอย่างนึกไม่ถึง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกคนจำเป็นต้องใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทและรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้สามารถต่อสู้กับโรคต่างๆได้ หรือเพื่อให้ "ทำใจ" ได้หากโชคร้ายอย่างไม่คาดฝัน ดังกรณีสาวน้อยชาวอเมริกันผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งที่ต้องตกอยู่ในฝันร้าย เมื่อปฏิกิริยาภูมิแพ้ทำให้เธอกลายเป็น "โรคประหลาด" มี "เล็บ" หรือขนแข็งขึ้นแทบทุกรูขุมขน ซึ่งแพทย์จนปัญญาที่จะรักษาให้หายได้


          โรคภูมิแพ้มีหลายอย่าง เช่น แพ้นมวัว แพ้อาหารทะเล หรือแพ้ละอองเกสรดอกไม้ ซึ่งต้องคอยระมัดระวังการบริโภคเพื่อไม่ให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่เป็นอันตราย สำหรับสาวน้อยชานีนา ไอซอม ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวในเมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซีของสหรัฐ มีความโชคร้ายที่แตกต่างไป โดยต้องทิ้งอนาคตนักศึกษาใหม่ในรั้วมหา วิทยาลัยมาอยู่ในสภาพเหมือนตกนรกทั้งเป็นเพราะอาการประหลาด


          เหตุเกิดขึ้นเมื่อปี 2009 เมื่อไอซอมได้รับ ยาสเตียรอยด์ ตามแพทย์สั่งเพื่อรักษาโรคหืดกำเริบ หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงเธอก็มีอาการเหมือนแพ้ยาจนคันคะเยอไปทั้งตัว ก่อนจะตามมาด้วยตุ่มดำ ๆ ขึ้นเต็มขาทั้ง 2 ข้างที่แย่ไปกว่านั้นคือมีปุ่มและขนแข็งขึ้นตามรูขุมขนทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ลำตัว และศีรษะ จนผมร่วงต้องสวมวิกแทน ซึ่งภายหลังแพทย์ในบัลติมอร์ตรวจสอบพบว่าแท้จริงแล้วคือ "เล็บ" ดี ๆ นี่เอง ซึ่งจะงอกขึ้นทุกที่แทน "ผมหรือขน" เรียกว่าผมหรือขนงอกที่ใดจะมีเล็บโผล่ขึ้นมาแทน โดยมีการผลิตเซลล์ผิวหนังในต่อมผมมากกว่าปรกติถึง 12 เท่าตัว


          ขณะที่ร่างกายของเธอก็อ่อนแออ่อนแรงลงไปเรื่อย ๆ ทำให้เธอใช้ชีวิตประจำวันอย่างยากลำบาก หมดเรี่ยวแรงเดินเหินและทำกิจกรรมต่างๆ สุดท้ายต้องมีชีวิตอยู่บนเตียง

          ที่ผ่านมาแพทย์พยายามช่วยรักษาสารพัดวิธี ตั้งแต่การรักษาแผลพุพองไปจนถึงให้ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcas  แต่ไม่ได้ผล และไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ โดยเชื่อว่าไอซอมน่าจะเป็นรายแรกและรายเดียวของโลกที่ป่วยด้วยอาการประหลาดนี้


          ในปี 2011 ไอซอมเข้ารับการรักษากับแพทย์ในบัลติมอร์ผู้ค้นพบว่าสิ่งที่โผล่จากรูขุมขนของเธอคือเล็บ ซึ่งได้ตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งแต่ยังไม่ได้คำตอบว่าเกิดจากอะไร และยังต้องค้นหา คำตอบต่อไป อย่างไรก็ตาม ยังโชคดีอยู่บ้างที่แพทย์สามารถควบ คุมอาการต่างๆของเธอได้แล้ว ทำให้เธอสามารถลุกขึ้นนั่งและเดินได้ด้วยตัวเองเป็นบางครั้ง และคงต้องสู้ต่อไปตราบที่ยังมีลมหายใจ

         นอกจากนี้เธอยังตั้ง มูลนิธิ S.A.I.Foundation ขึ้นเพื่อระดมทุนช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคของตัวเอง เนื่องจากความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ครอบครัวอย่างมาก และยังมุ่งช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้รายอื่น ๆ ด้วย หวังว่ากรณีของไอซอมน่าจะเป็นตัวอย่างที่ช่วยให้คุณผู้อ่านใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทได้บ้าง


อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/44059

โรคประหลาดคล้ายเอดส์ แต่ไม่ใช่เอดส์


         

           นักวิจัยของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ หรือ NIH ของสหรัฐ เผยแพร่รายงานการวิจัยลงในเวบไซต์ของวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ระบุว่า โรคใหม่คือ  โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองในวัยผู้ใหญ่ หรือ อดัลต์ ออนเซ็ต อิมมูโนดีเฟียนซี ซินโดรม (adult-onset immunodeficiency syndrome)  ผู้ป่วยจะมีปัญหาระบบภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรค และจะมีอาการป่วยคล้ายกับโรคเอดส์ แม้ไม่ได้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีก็ตาม โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อจากคนสู่คน ไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม และมักเกิดในผู้ใหญ่มีอายุตั้งแต่เกือบ 50 ปีขึ้นไป

           ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยกว่า 200 คนที่ทำการศึกษา จะสร้างสารที่เรียกว่าแอนตี้บอดี้ทำลายตัวเอง ขึ้นมาปิดกั้นอินเตอร์เฟอรอน แกมมา สารโปรตีนในร่างกายที่จะช่วยยับยั้งการติดเชื้อต่าง ๆ ทำให้ร่างกายสามารถติดเชื้อไวรัส รา ปรสิต และโดยเฉพาะแบคทีเรียได้ง่าย ทำให้เชื่อว่าจะสามารถหาทางรักษาโรคนี้ได้ด้วยการพุ่งเป้าไปที่เซลล์ที่ผลิตแอนตี้บอดี้ทำลายตัวเอง (คมชัดลึกออนไลน์ 30 สิงหาคม 2555)


           โรคประหลาดคล้ายเอดส์  เป็นโรคที่ไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี  พบมานับ 10 ปี   เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้มีอาการป่วยจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสชนิดต่างๆ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มมัยโคแบคทีเรีย การติดเชื้อราที่อาการรุนแรง เป็นต้น ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการไข้เรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองอักเสบหลายแห่ง ร่วมกับปอดอักเสบ ฝีตามอวัยวะต่างๆ รวมทั้งผิวหนังอักเสบเป็นหนอง 
           โรคดังกล่าว ไม่ใช่โรคติดต่อ พบไม่บ่อย และไม่รู้สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติเหมือนอย่างโรคเอดส์ที่รู้ว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่อง และไม่ได้เกิดจากรับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันต่าง ๆ  โรคนี้พบมากในชาวเอเชียรวมทั้งคนไทย  มักเกิดในผู้ใหญ่อายุเฉลี่ย 40-50 ปี


          การรักษาผู้ป่วยในปัจจุบัน เป็นการรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสด้วยยาต้านจุลชีพ ผู้ป่วยอาจมีการดำเนินโรคแตกต่างกัน การรักษาขณะนี้ ทำให้โรคติดเชื้อฉวยโอกาสสงบ แต่อาจมีการกำเริบหรือพบการติดเชื้อฉวยโอกาสอื่นๆเป็นครั้งคราว
         ขณะนี้คณะผู้วิจัยซึ่งเป็นแพทย์โรคติดเชื้อจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศไทยได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล รวมถึงคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะผู้วิจัยจากสถาบันสุขภาพอเมริกา ได้ทำการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีการสร้างสารแอนติบอดีต่อสารอินเตอร์เฟอรอนแกมม่า ทำให้ภูมิคุ้มกันซึ่งใช้ป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ ดังกล่าวผิดปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยจากการติดเชื้อฉวยโอกาสเหล่านั้น ซึ่งขั้นต่อไปคณะผู้วิจัยกำลังวางวิจัยเพื่อให้รู้สาเหตุการก่อโรค เพื่อจะได้วางแผนการรักษาโรคนี้ให้หายขาด


         ดังนั้นหากมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรมารับการตรวจตามขั้นตอนจากแพทย์โรคติดเชื้อ  เพราะการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องแม้ไม่หายขาด แต่ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ


ขอบคุณข้อมูลจาก  ศ.พญ. ยุพิน ศุพุทธมงคล  
ภาควิชาอายุรศาสตร์
Faculty of 
Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/44064

ใช้ยาปฏิชีวนะกับเด็ก-ระวังทำให้เป็นโรคอ้วน


งานวิจัยล่าสุดพบว่า หากให้ยาปฏิชีวนะกับเด็กอายุไม่ถึง 6 เดือน อาจะทำให้เด็กเป็นโรคอ้วนในภายหลังได้
การศึกษาครั้งนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ International Journal of Obesity แล้ว โดยเป็นครั้งแรกที่ได้มีการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยาปฏิชีวนะกับมวลน้ำหนักของร่างกายเริ่มตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์
"โดยปกติแล้ว เราจะคิดว่าโรคอ้วนจะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่รู้จักควบคุมอาหารหรือไม่ออกกำลังกาย แต่ยิ่งศึกษามากขึ้น เราพบว่ามันมีอะไรซับซ้อนยิ่งกว่านั้น" ดร.ลีโอนาร์โด ทราซานด์ แห่งวิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์คเผย
"จุลินทรีย์ในลำไส้ของเรามีส่วนสำคัญในการดูดซับแคลอรี และจุลินทรีย์เหล่านี้ก็หวั่นไหวกับยาปฏิชีวนะโดยเฉพาะในช่วงที่อายุยังน้อย ซึ่งก็อาจจะทำให้แบคทีเรียเหล่านั้นตายได้ ส่งผลต่อการดูดซับสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย"
ก่อนหน้านี้ นักวิจัยทราบมาว่า เมื่อเซลล์จุลินทรีย์ในร่างกายหายไปล้านล้านตัว ก็ทำให้เกิดโรคอ้วน ลำไส้ติดเชื้อ หืด และอาการอื่นๆ แต่ยังไม่มีการพิสูจน์กันโดยตรงถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้น
นักวิจัยได้ประเมินการใช้ยาปฏิชีวนาในกลุ่มเด็ก 11,532 คนที่เกิดใน Avon ประเทศอังกฤษ ในช่วงปี 1991 และ 1992 โดยนักวิจัยได้ติดตามดูผลการตรวจสุขภาพและพัฒนาการของร่างกายในระยะยาว
เมื่อศึกษาดูความสัมพันธ์ระหว่างมวลของร่างกายในช่วง 7 ปีแรกและการใช้ยาปฏิชีวนะในช่วง 2 ปีแรก นักวิจัยพบว่า เด็กที่ใช้ยาปฏิชีวนาในช่วง 5 เดือนแรกของชีวิตจะมีน้ำหนักมากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับยาปฏิชีวนะ
แต่เด็กที่รับยาปฏิชีวนะในช่วงตั้งแต่ 10-20 เดือนกับกลุ่มที่ไม่ได้รับนั้น พบว่าน้ำหนักไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่กลุ่มที่รับยาปฏิชีวนะในช่วงก่อนจะอายุครบ 38 เดือนก็พบว่ามีโอกาสที่จะเป็นโรคอ้วนมากขึ้นถึง 22 เปอร์เซ็นต์
นับว่าเรื่องของเวลาที่รับยามีผลอย่างมาก และเด็กที่รับยาปฏิชีวนะในช่วงอายุตั้งแต่ 6-14 เดือนนั้นไม่ได้มีสัญญาณว่าจะมีน้ำหนักเยอะในภายหลัง
และเด็กที่รับยาปฏิชีวนะในช่วงอายุตั้งแต่ 15-23 เดือน ก็มีน้ำหนักมากกว่าปกติเล็กน้อยเมื่ออายุได้ 7 ปี แต่เมื่อโตขึ้นไปอีกก็ไม่ได้มีการพบว่ามีโอกาสที่จะเป็นโรคอ้วน
งานวิจัยยังได้เตือนว่า การใช้ยาปฏิชีวนะนั้นเป็นสิ่งที่อันตราย โดยเฉพาะสำหรับเด็ก
"หลายปีมานี้ เกษตรกรเริ่มรู้แล้วว่ายาปฏิชีวนะทำให้วัวอ้วนขึ้นได้" ศาสตราจารย์แยน บลูสไตน์ นักวิจัยอีกคนจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์คเสริม
"เรายังต้องการงานวิจัยมาเพิ่มอีกเพื่อยืนยันว่าการค้นพบของเรานี้เป็นเรื่องนี้ แต่นี่ก็สามารถสรุปได้คร่าวๆว่า ยาปฏิชีวนะส่งผลให้มนุษย์มีน้ำหนักมากได้ โดยเฉพาะการใช้ในช่วงที่ยังเด็ก"

แปลจาก: http://www.abc.net.au/science/articles/2012/08/22/3573468.htm


อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/vnews/154497

จัดการกับความอ้วน ด้วยการจัดการจุลินทรีย์ในร่างกาย


การศึกษาปัจจุบันได้แสดงให้เห็นว่า ยาปฏิชีวนะ (antibiotics) นั้น มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของน้ำหนัก โดยยาปฏิชีวนะจะส่งผลต่อจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

          ดังที่เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ทราบกันมานานกว่า 50 ปีแล้วว่า การให้ยาปฏิชีวนะเพียงเล็กน้อย จะมีผลทำให้สัตว์ในฟาร์มมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากยาปฏิชีวนะไปส่งผลต่อจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร อีกทั้งงานวิจัยของ Leonardo Trasande ยังสนับสนุนทฤษฎีดังกล่าวอีกด้วย (สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.vcharkarn.com/vnews/154497)

          เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในระบบทางเดินอาหารไม่ว่าจะของคนหรือของสัตว์นั้นมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่มากมาย ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การย่อยอาหาร แต่จุลินทรีย์ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ไม่ได้มีแต่จุลินทรีย์ที่มีผลดีต่อสุขภาพเท่านั้น ยังมีจุลินทรีย์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย ตราบใดที่จำนวนจุลินทรีย์ที่สองฝ่ายมีจำนวนสมดุลกัน คือจุลินทรีย์ที่มีผลดีต่อสุขภาพมีจำนวนมากและแข็งแรงพอที่จะยึดผนังลำไส้และต้านทานจุลินทรีย์ชนิดที่ก่อโรคไว้ได้ ร่างกายก็จะแข็งแรงดี แต่เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายอ่อนแอหรือได้รับยาปฏิชีวนะ จุลินทรีย์อีกฝ่ายหนึ่งก็จะฉวยโอกาสก่อโรคทันทีทำให้ท้องเสีย เป็นต้น


          จากที่มีงานวิจัยต่างๆ ออกมาว่ายาปฏิชีวนะมีผลทำให้เด็กและสัตว์มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นนั้น ทำให้มีนักวิทยาศาสตร์สนใจเกี่ยวกับกลไกการทำงานว่า ยาปฏิชีวนะมีผลต่อจุลินทรีย์ที่อยุ่ในระบบการย่อยอาหารอย่างไร มีกลไกอะไรที่ทำให้เกิดการสะสมไขมันเพิ่มขึ้น

          คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก้ จึงได้ทำการทดลองโดยมุ่งเน้นหาคำตอบของความสัมพันธ์ระหว่างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ การย่อยอาหาร และความอ้วน ซึ่งนักวิจัยต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากการได้รับพลังงาน (แคลอรี่) มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้และระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย


ในการศึกษาผลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารกับระบบภูมิคุ้มกันนั้น ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบโดยการให้อาหารที่มีไขมันสูงกับหนูสองกลุ่มในปริมาณเท่าๆ กัน หนูกลุ่มแรกเป็นหนูปกติ กับหนูกลุ่มที่สองคือ หนูที่ไม่สามารถผลิต lymphotoxin ได้ โดย lymphotoxin ทำหน้าที่เป็นสารที่ช่วยในการควบคุมปฏิกิริยาการตอบสนองระหว่างระบบภูมิคุ้มกันกับจุลินทรีย์ในลำไส้

          พบว่าหลังจากทำการทดลองเป็นระยะเวลา 9 สัปดาห์ หนูปกติจะมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น โดย 1 ใน 3 ของน้ำหนักที่มากขึ้นนั้นเป็นไขมัน ส่วนหนูที่ไม่สามารถผลิต lymphotoxin ได้ แม้จะกินอาหารในปริมาณเดียวกันแต่ไม่ทำให้อ้วนกว่าปกติแต่อย่างใด

          ซึ่งเมื่อศึกษาต่อไปพบว่า อาหารที่มีไขมันสูงนี้จะไปเหนี่ยวนำให้จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของหนูทั้งสองกลุ่มเปลี่ยนไป สำหรับหนูปกติเมื่อได้รับอาหารที่มีไขมันสูงจะกระตุ้นให้สร้าง lymphotoxin เพื่อไปยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในกลุ่ม segmented filamentous bacteria ที่ทำหน้าที่สร้างเมือกซึ่งจะขัดขวางกระบวนการดูดซึมอาหาร และในขณะเดียวกันแบคทีเรียในกลุ่ม Erysopelotrichi มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยในการย่อยอาหารที่มีไขมันสูง การเพิ่มขึนของแบคทีเรียในกลุ่ม Erysopelotrichi นี้จึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพอื่นๆ สำหรับหนูที่ไม่สามารถผลิต lymphotoxinได้นั้น จะไม่สามารถกำจัดจุลินทรีย์ในกลุ่มที่สร้างเส้นใยได้ (segmented filamentous bacteria) ทำให้แบคทีเรียในกลุ่ม Erysopelotrichi ไม่สามารถเพิ่มจำนวนเพื่อตอบสนองต่ออาหารไขมันสูงได้ จึงไม่ทำให้หนูกลุ่มนี้อ้วนขึ้นนั่นเอง

          ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวได้ถูกยืนยัน เมื่อนักวิจัยได้นำแบคทีเรียในทางเดินอาหารของหนูที่สามารถผลิต lymphotoxin ได้ ไปปลูกถ่ายให้กับหนูที่ไม่สามารถผลิต lymphotoxin ได้ พบว่าหนูสามารถสร้าง lymphotoxin ได้เองและทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนูที่ได้รับการถ่ายแบคทีเรียจากหนูอีกตัวที่ไม่สามารถผลิต lymphotoxin ได้ น้ำหนักจะลดลงเป็นเวลาสามสัปดาห์ หลังจากนั้นก็จะกลับมาเป็นปกติ

          และยังได้ทำการทดลองต่อไปโดยนำหนูที่ไม่สามารถผลิต lymphotoxin ได้มาเลี้ยงรวมกับหนูที่สามารถผลิต lymphotoxin ได้ พบว่าเมื่อเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ หนูที่ไม่สามารถผลิต lymphotoxin ได้กลับมาผลิต lymphotoxin เอง เนื่องจากพฤติกรรมอย่างหนึ่งของหนูคือการที่มันกินมูลกันเอง (coprophagic) ทำให้ได้รับแบคทีเรียจากมูลของหนูตัวอื่นได้

          จากผลการทดลองทำให้สรุปได้ว่า lymphotoxin มีผลต่อการดูดซึมสารอาหาร โดย lymphotoxin นี้จะผลิตออกมาก็ต่อเมื่อได้รับสารอาหารที่มีไขมันสูง ทั้งสองปัจจัยนี้เองจะไปส่งผลต่อความสมดุลของจุลินทรีย์ที่อยู่ในระบบย่อยอาหาร โดยที่เมื่อสมดุลของจุลินทรีย์เปลี่ยนไป จะไปเหนี่ยวนำให้เกิดการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และทำให้ประสิทธิภาพการดูดซึมอาหารดีขึ้น

          อีก 20 ปีข้างหน้า จะมีคนนับหมื่นล้านคนอาศัยอยู่บนโลกเล็กๆ ใบนี้ ผนวกกับอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัด คงจะเกิดการแก่งแย่งชิงดีกันแย่งอาหารเป็นแน่ การมีระบบย่อยอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น น่าจะช่วยให้เรามีชีวิตรอดอยู่ได้ในสภาวะดังกล่าว และข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยนี้น่าจะช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากโรคอ้วนได้อีกด้วย

          แต่อย่างไรก็ตาม จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้นั้นไม่ได้มีเพียงสายพันธุ์เดียว แต่มีมากกว่า 500 สายพันธุ์ ทำให้ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีกมากเพื่อที่จะสามารถระบุได้ว่า จุลินทรีย์ชนิดใดบ้างที่ทำให้เป็นโรคอ้วน ซึ่งจุลินทรีย์ที่อาศัยในหนูกับในคนย่อมแตกต่างกัน งานวิจัยนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการศึกษาเท่านั้น
อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/44060

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การถอดรหัส (Transcription) คือ อะไร (What is transcription ?)



การถอดรหัส (Transcription)
การถอดรหัส (Transcription) คือ กระบวนการการสร้างอาร์เอ็นเอ (RNA synthesis)จากดีเอ็นเอ(DNA) โดยอาศัยดีเอ็นเอ(DNA)ในส่วนที่เป็นยีน(gene)เป็นสายแม่แบบ(Template strand)ในการสร้างอาร์เอ็นเอ (RNA synthesis) หรือการถอดรหัส (Transcription) เนื่องจากทั้งอาร์เอ็นเอ(RNA)และดีเอ็นเอ(DNA)ต่างเป็นกรดนิวคลิอิกซึ่งใช้ลำดับคู่เบสของนิวคลีโอไทด์(Nucleotide)เป็นส่วนที่เข้าคู่กันได้อย่างดี(complementary) (สามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้หากมีเอนไซม์ที่เหมาะสม) ในช่วงการถอดรหัส(Transcription)นั้นสายดีเอ็นเอ(DNA)ทั้ง2สายที่เข้าคู่กันได้อย่างดี(complementary)จะถูกแยกออกจากกันเฉพาะส่วนที่จะใช้ในการถอดรหัส(Transcription) ลำดับดีเอ็นเอ(DNA)จะถูกอ่านโดยเอนไซม์อาร์เอ็นเอพอลีเมอเรส (RNA polymerase) ซึ่งจะสร้างคู่เบสของนิวคลีโอไทด์(Nucleotide)ที่เข้าคู่กันได้อย่างดี(complementary)กับดีเอ็นเอ(DNA)ส่วนที่เป็นแม่แบบ(Template strand) โดยทิศในการสร้างสายอาร์เอ็นเอ(RNA)จะสร้างจากทิศ 5’ ไป 3’  โดยที่ทิศของสายอาร์เอ็นเอ(RNA)จะขนานสวนกัน(anti-parallel)กับทิศของสายดีเอ็นเอ(DNA)ส่วนที่เป็นแม่แบบ(Template strand) การถอดรหัส(Transcription)จะทำให้ได้สายอาร์เอ็นเอ(RNA)มีส่วนเบสของนิวคลีโอไทด์ที่เข้าคู่กันได้อย่างดี(complementary)กับดีเอ็นเอ(DNA) ที่มีเบสยูราซิล (Uracil, U) แทนที่ตำแหน่งของเบสไทมีน (Thymine, T) ที่เคยมีในสายดีเอ็นเอ(DNA)คู่นั้นๆ

ตัวอย่างสัตว์ที่ดัดแปลงพันธุกรรม


1.   “ หนู ”   ที่ส่งเสียงร้องเหมือนนก
นักวิทยาศาสตร์ประเทศญี่ปุ่นพัฒนา  “ หนู ”   ที่ส่งเสียงร้องเหมือนนกได้โดยบังเอิญ  ผ่านการตัดต่อพันธุวิศวกรรมที่ตั้งใจจะผลิตหนูขาสั้นและมีหางให้มีรูปร่างเหมือนสุนัขดัชชุนด์  กลายเป็นวิวัฒนาการใหม่ที่อาจนำมาต่อยอดพัฒนาเรื่องระบบภาษาและการพูดของมนุษย์ในอนาคต
ผลงานครั้งนี้เป็นของมหาวิทยาลัยโอซาก้า  นำโดยอาริคูนิ  อูชิมูระ  ตัดต่อพันธุกรรมของหนูให้เหมือนการกลายพันธุ์  ซึ่งเป็นหนทางวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ  ได้หนูที่จะร้องหวีดหวิวเมื่อถูกนำไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่  หรือเมื่อตัวผู้เจอตัวเมีย
หลังตัดต่อพันธุกรรม  เราตรวจดูหนูเกิดใหม่ทุกวัน  ทุกตัวแล้ววันหนึ่งก็พบว่ามีหนูที่ร้องเพลงได้เหมือนนก จากทีแรกที่คิดว่าจะพบว่ารูปร่างผิดปกติไปตามที่ตั้งใจ  ตอนนี้เรามีหนูที่ร้องได้เหมือนนกกว่า 100 ตัวแล้ว "  อูชิมูระ กล่าว
หนูเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  มีความใกล้ชิดกับมนุษย์มากกว่านก  จึงดีกว่าถ้านำมาศึกษาเรื่องระบบภาษาและการพูดของมนุษย์

2.  GloFish
ปลาม้าลายเรืองแสงเป็น  ปลาที่ไม่ได้พบเห็นในธรรมชาติ(แน่นอน)  เพราะมันเกิดจากการดัดแปลงพันธุกรรม โดยนำยีนจากแมงกะพรุนหรือดอกไม้ทะเลชนิดพิเศษ  ซึ่งควบคุมการสร้างโปรตีนที่เรืองแสงได้เองตามธรรมชาติใน  ไปใส่ไว้ในสายของดีเอ็นเอที่ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของปลาม้าลาย  จึงทำให้ปลาม้าลายซึ่งปกติมีลักษณะใสและไม่เรืองแสง เปลี่ยนแปลงลักษณะกลายไปเป็นปลาม้าลายที่เรืองแสงได้  เช่นเดียวกับแมงกะพรุนหรือดอกไม้ทะเลที่เป็นเจ้าของดีเอ็นเอนั้นๆ  โดยการทดลองนี้สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์นำโดย  ดร.ซีหยวน  กง  (Dr. Zhiyuan Gong) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ปลาม้าลายเรืองแสงเหล่านี้เป็นตัวสภาพ ความเป็นพิษของแหล่งน้ำ   
ปัจจุบันมีการซื้อขายปลาม้าลาย เรืองแสงสีแดงในชื่อ  โกลฟิช (GloFish)  เป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐฯ  ในเดือนมกราคม  2004  โดยก่อนหน้านั้น  มีการทดลองเพื่อตรวจสอบประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวดเป็นเวลานานกว่า  2  ปี  จนในที่สุดองค์การอาหารและยา  (Food and Drug Administration, FDA) ของประเทศสหรัฐฯ  ก็อนุญาตให้จำหน่ายได้ โดยระบุชัดเจนว่า  “ ไม่มีหลัก ฐานว่าปลาม้าลายดังกล่าวมีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าปลาม้าลายทั่วไปแต่อย่างใด ”

3.  Umbuku Lizard
  เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่ไม่มี  เหตุผลหรือวัตถุประสงค์ ในการดัดแปลงพันธ์กรรม  แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสามารถทำได้  โดยพันธุกรรมในซิมบับเว  ได้จัดการดัดแปลงให้ตุ๊กแกสัตว์พื้นเมืองที่มีขนาดเล็กและหายากในแอฟริกา  โดยทำให้มันบินได้  แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า Umbuku Lizard

4.  Dolion
  มันน่าจะเป็นตัวอย่างที่โดดเด่น  ที่สุดของวิทยาศาสตร์ที่  สามารถนำ  DNA  มาใช้ได้อย่างเหลือเชื่อ Dolion  เป็นการดัดแปลงพันธุกรรมระหว่างสิงโตและสุนัข  จนได้ผลิตผลสัตว์เหลือเชื่อนี้ (บนโลกมีสัตว์ชนิดนี้แค่สามตัวและมันอยู่ในห้องปฏิบัติการ  ภาพด้านข้างมีชื่อว่า Rex ซึ่งเป็นตัว แรก และข้อมูลของมันไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ (มันจะดุเหมือนสิงโตไหมนี้)

5.   Fern Spider
 
แมงมุมเฟิร์นไม่ซ้ำกันในรายการที่เอาสัตว์และพืชมารวมกัน  เป็นการดัดแปลงพันธ์กรรมโดยใช้  แมงมุมพันธุ์ในอิตาลีชื่อ  Wolf spider  (Lycosa tarantula) และ ponga fern (Cyathea dealbata)  วัตถุประสงค์ในการผสมพันธุ์มหัศจรรย์นี้คือการศึกษาอัตราการรอดของแมงมุมใน ธรรมชาติ  การทดลองนี้เป็นของ  ในนิวซีแลนด์  แต่ผลการศึกษายังไม่เผยแพร่

7.  Lemurat
 
ความมั่งคั่งของคนรวยชาวจีนกำลังเพิ่มขึ้น  พวกเขากำลังมองสัตว์เลี้ยงที่แปลกใหม่เอาไว้โอ้อวดเงินทองของพวกเขา  และนั้นเองจึงเป็นที่มาของบริษัทวิจัยทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์จีนในการแข่งขันผลิตสัตว์ข้ามสายพันธุ์ให้ประสบผลสำเร็จมากที่สุด(เพื่อการเงิน  จนที่สุดพวกเขาก็ได้แมวพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการผสมระหว่างพวกลิงและแมว  ทำให้ได้สัตว์ที่มีขนนุ่มหลายสีของแมว  และหางลายและตาเหลืองที่มักพบในสัตว์จำพวกลิง  โดยทั่วไปมันไม่อันตราย    และชื่อวิทยาศาสตร์คือ Prolos Fira

8.  Cats glow
 
แมวเรืองแสงเกิดจาก  ดัดแปลงพันธุกรรมโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเกาหลีใต้ ทำให้แมวมีสามารถเรืองแสงได้ในความมืดเมื่อสัมผัสกับแสงอัลตราไวโอเลต  
โดย กง อิลคุน ผู้เชี่ยวชาญด้านโคลนนิ่ง  มหาวิทยาลัยแห่งชาติยองซัง  ได้สร้างแมวขึ้นมา  3  ตัว  แมวเหล่านี้ถูกดัดแปลงพันธุกรรมในส่วนของยีนที่ผลิตโปรตีนฟลูออเรสเซนต์  นับเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการโคลนแมวที่ถูกดัดแปลงยีนดังกล่าวตอนแรกพวกเขาได้แมว  3  ตัว  แต่ตอนนี้เหลือรอดชีวิตเพียง  2  ตัว  และเติบโตจนมีน้ำหนัก  3  กก และ  3.5  กก โดยวัตถุประสงค์ในการทดลองนี้ก็เพื่อนำ เทคโนโลยีไปใช้ในการโคลนแมวที่มียีนผิดปกติ  รวมทั้งมีประโยชน์ในการพัฒนาการรักษาโรคโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์  หรือจะนำมาใช้ในการโคลน สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดต่างๆ  เช่น  เสือ  เสือดาว  และแมวป่าก็ยังได้

อ้างอิงจาก http://genetic.siam2web.com/?cid=1505554

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เทคโนโลยีเขียนหนังสือด้วย"สายตา"


อีกไม่นานนี้ ผู้พิการแขนและขาจะสามารถ"เขียนหนังสือ"ได้ด้วยตาแล้ว ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส
เทคโนโลยีการเขียนด้วยสายตานี้จะจับกลไกของกล้ามเนื้อประสาทให้ทำสิ่งที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ให้เป็นไปได้ นั่นคือ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในทิศทางที่แปลกๆได้อย่างนิ่มนวล
"สำหรับคนที่แขนขาขยับไม่ได้ เทคโนโลยีนี้คือคำตอบที่ทำให้การสื่อสารทางภาษาและความรู้สึกเกิดขึ้นได้เร็ว สร้างสรรค์ และมีความจำเพาะกับคนๆนั้น" ดร.ชอง โลรองโก้ ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยของ Centre National de la Recherche Scientifique (CNRS) ฝรั่งเศสเผยในวารสารวิชาการ Current Biology
เทคโนโลยีของ ดร.โลรองโก้นี้จะติดอุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของสายตาในช่วงคลื่นอินฟราเรดไว้ที่ศีรษะ เพื่อบันทึกการเคลื่อนไหวของตา และใช้ซอฟต์แวร์ในการสร้างการแสดงผลเสมือนที่ผู้ใช้สามารถโต้ตอบได้
นักวิจัยให้ผู้ทดสอบฝึกซ้อม 30 นาทีเป็นเวลา 3 ครั้ง และผู้ทดสอบส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่า สายตาสามารถคัดลายมือต่อๆกันไปได้อย่างราบลื่น ตลอดจนเขียนตัวเลข และลายเซ็นบนจอเสมือนได้อย่างสวยงาม
ในการเขียนนี้ ผู้ทดสอบจะไม่สามารถมองเห็นตัวอักษรที่เขียนได้ แต่จะเป็นเพียงแค่ภาพสีดำและขาวที่กระพริบสลับไปมาบนจอสีเทา คล้ายกับหมึกที่มองไม่เห็น
จุดเหล่านี้จะทำให้เกิดภาพลวงตาที่เรียกว่า "reverse phi motion" (ดูตัวอย่างได้จากคลิปประกอบ) ที่ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า จอกำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับสายตา
ดร.โลรองโก้ ชี้ว่า ภาพลวงตาเหล่านี้เองที่ทำให้ผู้ทดสอบมีการเคลื่อนไหวของสายตาที่ราบลื่นไปในทิศทางที่ต้องการ
ดร.โลรองโก้ อธิบายว่า เราสามารถติดตามรถที่กำลังเคลื่อนที่ได้อย่างราบลื่น แต่ฉากหลังที่ไม่ได้เคลื่อนที่ไปด้วยอย่างตึกรามบ้านช่อง ตาจะมีการเคลื่อนไหวแบบ "กระตุก" หรือที่เรียกว่า saccade (ตาเคลื่อนไหวเร็ว) เนื่องจากว่าตามักจะสนใจเฉพาะส่วนที่เป็นจุดๆเท่านั้น
"ถ้าคุณพยายามจะเคลื่อนไหวสายตาให้ราบลื่น บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้หรอก" ดร.โลรองโก้ชี้ "ระบบเสมือนที่เรามีจำเป็นจะต้องมีเป้าหมายที่เคลื่อนที่ (เพื่อให้ตามีการเคลื่อนไหวที่ราบลื่น) "
โดยทั่วไปแล้ว คนจะรู้ว่าสิ่งที่มองอยู่นั้นคืออะไร แต่จะไม่รู้ตัวว่าตากำลังเคลื่อนที่ไปอย่างไร
"การแสดงผลนี้ออกมาตรงกันข้ามเลย คุณจะไม่ได้สนใจสิ่งที่คุณเห็น แต่จะสนใจว่าคุณเคลื่อนไหวสายตาอย่างไร" ดร.โลรองโก้อธิบาย
นักวิจัยเชื่อว่า หากให้ผู้ทดสอบฝึกบ่อยๆ จะช่วยให้คนที่มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้สามารถควบคุมสายตาตนเองได้ และจะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องมีสายตาที่ดีอย่างศัลยแพทย์และนักกีฬา สามารถทำหน้าที่ได้ยอ่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเชื่อว่า การฝึกซ้อมอาจไม่ได้ผลกับทุกคน โดยในการทดลองฝึกคน 6 กลุ่มนั้น มีเพียง 4 กลุ่มเท่านั้นที่มีการควบคุมสายตาที่ดีขึ้น
ทางด้านรองศาสตราจารย์ไมค์ ฮอร์สลีย์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อเทคนิคการเรียนรู้และการศึกษา มหาวิทยาลัยซีคิว ชี้ว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยที่ล้ำค่าและจะมีประโยชน์ในอนาคต
"เขามองการเคลื่อนไหวของตาแบบรวดเร็วนี้ในมุมที่แตกต่างออกไป"
"ก้าวต่อไปของ ดร.โลรองโก้ และทีมงานก็คือ ใช้เป้าหมายให้มากขึ้นดูว่าคนสามารถทำอะไรกับมันได้"
รศ.ฮอร์สลีย์ บอกว่า งานวิจัยเรื่องการตรวจจับการเคลื่อนไหวของสายตานั้นกำลังเติบโตอย่างมากในวงการตรวจจับการเคลื่อนไหวของตาในออสเตรเลีย และอีกไม่นานนี้ น่าจะมีการประยุกต์นำงานวิจัยเรื่องการตรวจจับสายตามาใช้ได้อย่างน่าทึ่ง

แปลจาก: http://www.abc.net.au/science/articles/2012/07/27/3554096.htm

อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/vnews/154464

นักวิทย์ยุโรปปิ๊ง'อาหารอัจฉริยะ'จี้สมองให้อิ่ม


ในเมื่อความอ้วนส่วนใหญ่เกิดจากการตามใจปาก อยากกินอะไรก็หามากิน และเมื่อไม่ออกกำลังกายทำให้เกิดส่วนเกินสะสม นักวิจัยเนเธอร์แลนด์พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการพัฒนา 'อาหารอัจฉริยะ' ที่สามารถสื่อสารไปยังสมองเพื่อบอกให้หยุดกิน และอิ่มได้แล้ว
เจนส์ โฮล์สต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ร่วมกับจูเลียน เมอร์เซอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนจากมหาวิทยาลัยอาเบอร์ดีน ประเทศอังกฤษ กำลังค้นคว้าเรื่องดังกล่าว

โฮล์สต์ กล่าวว่า สารอาหารจะสื่อสารกับเซลล์ของลำไส้ จากนั้นจะมีการสื่อสารเชิงเคมี โดยส่งฮอร์โมนไปบอกสมองว่ากระเพาะเต็ม อิ่มได้แล้ว โดยในลำไส้จะมีเมโลกุลเล็กๆ ที่ชื่อ กลูคากอน ไลก์ เปปไทด์-วัน หรือ GLP-1 ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งสัญญาณเกี่ยวกับความอยากอาหารไปยังสมอง

ทั้งนี้ ทีมวิจัยหวังว่าการค้นพบจะนำไปสู่การผลิตยาที่เลียนแบบการส่งข้อความไปยังสมอง เพื่อแก้ปัญหาโรคอ้วนอย่างได้ผล



ขอขอบคุณข้อมูลจาก ข่าวสด
256598

อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/vnews/154477

พื้นผิวน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ละลายฉับพลัน กับความคลาดเคลื่อนในการตีความ


  เมื่อ 2-3 วันก่อน องค์การนาซ่าได้เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมของเกาะกรีนแลนด์ ในภาพแสดงพื้นที่ที่เคยเป็นน้ำแข็ง (สีขาว) ในวันที่ 8 กรกฎาคม (ภาพซ้าย) เปลี่ยนเป็นสีแดงในวันที่ 12 กรกฎาคม (ภาพขวา) ซึ่งหมายถึงมีการละลายของน้ำแข็งเกิดขึ้น  พื้นที่สีแดงกินบริเวณกว้างถึง 97% ของพื้นที่เกาะ

             ในช่วงแรกนักวิทยาศาสตร์คิดว่าระบบดาวเทียมทำงานผิดพลาด เพราะการละลายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 4 วันเท่านั้น แต่เมื่อได้ตรวจสอบกับข้อมูลจากดาวเทียมหลายดวงปรากฏว่าให้ผลตรงกัน จึงยืนยันได้ว่าเกิดการละลายขึ้นจริง

             เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก และสร้างความแตกตื่น กระแสตอบรับส่วนเป็นในทำนองว่า
"มันเริ่มแล้วสินะ" "โลกใกล้อวสานไปทุกที" "น้ำท่วมโลกแน่" ฯลฯ
             ถึงขนาดมีการคำนวณปริมาณน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ว่าถ้าละลายเป็นน้ำจะทำให้ระดับน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้นเท่าไหร่

จริงๆ แล้ว มันน่ากลัวขนาดเลยหรือ?             ประเด็นหนึ่งที่ดูเหมือนหลายคนจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากรายงานของนาซ่าก็คือ เรื่องความหมายของตัวเลข 97%

ซึ่งอาจเป็นเพราะการตีความของผู้รับสารเองที่ตีความเพี้ยนไป หรืออาจเพราะนำเสนอที่ไม่ชัดเจน ไม่ได้ระบุลงไปว่า 97% นี้หมายถึงอย่างไร

             จึงขอย้ำไว้ที่นี้เลยว่า การละลายของน้ำแข็ง 97% นั้นหมายถึง ผิวหน้าของน้ำแข็ง 97% ของพื้นที่น้ำแข็งทั้งหมดมีการละลาย ไม่ใช่ ปริมาณน้ำแข็ง 97% บนเกาะละลายหายไป

              เทียบง่ายๆ สมมุติ มีน้ำแข็งอยู่ 10 ก้อน หยิบมาดูพบว่ามี 9 ก้อนที่เริ่มมีน้ำหยดๆ ส่วนอีก 1 ก้อน ยังแข็งแห้งเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ใช่ว่า 9 ก้อนนั้นเหลวเป็นน้ำไปหมด

             ในรายงานของนาซ่าระบุไว้ว่า โดยปกติช่วงหน้าร้อนประมาณ 50% ของพื้นพี่จะมีการละลายของน้ำแข็งอยู่แล้ว ซึ่งหมายถึงครึ่งหนึ่งของพื้นที่มีการละลาย อีกครึ่งไม่ละลายเลย และครึ่งที่ละลายก็ไม่ได้ละลายหายไปหมด แต่ละลายแค่ผิวหน้า เมื่อน้ำที่ละลายไหลไปแถวๆ ชายฝั่งก็จะแข็งตัวอีกครั้ง เป็นสมดุลของปริมาณน้ำแข็งบนเกาะ

             เพียงแต่เหตุการณ์คราวนี้ พื้นที่ที่เกิดการละลายเพิ่มขึ้นกว่าที่ผ่านๆ มา และขยายพื้นที่อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าปริมาณน้ำที่ละลายออกมามากน้อยแค่ไหน และจะกลับเป็นน้ำแข็งเหมือนที่ผ่านๆ หรือไม่ การละลายนี้จะส่งผลให้มวลน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ลดลงหรือไม่ ยังไม่มีข้อสรุป

             แม้หลายฝ่ายจะแสดงความเห็นในทำนองว่า "ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์ที่แปลกขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต" แต่การไม่เคยพบเห็นก็ไม่ได้หมายความว่า "เป็นเรื่องผิดปกติ"
             ช่วงชีวิตของคนไม่ได้ยาวนานนักหากเทียบกับโลก เหตุการณ์แบบนี้อาจเคยเกิดมาเป็นร้อยๆ ครั้ง ตลอดช่วงเผ่าพันธุ์มนุษย์ดำรงอยู่แต่เราไม่ได้รับรู้

             จากการศึกษาชั้นน้ำแข็ง ครั้งล่าสุดเราพบว่าการละลายแบบนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน นั่นคือมีเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ก็ไม่น่าจะถือว่า "ผิดธรรมชาติ"?

             ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้หมายความว่า เรื่องนี้ปกติอย่าไปสนใจ หรือคนที่กังวลแค่คิดไปเอง

             เหตุการณ์นี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรตรวจติดตามถึงผลกระทบ ควรตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น โดยจะต้องพิจารณาวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ และต้องนำเสนออย่างถูกต้องรัดกุม ไม่ใช่นำเสนอเพื่อกระพือกระแสวันสิ้นโลกให้ตื่นตระหนก ทางผู้รับข่าวสารเองก็ขอให้วิเคราะห์แยกแยะให้ดี อย่าเพิ่งรีบเชื่อมโยงไปเป็นเรื่องหายนะวันสิ้นโลกอย่างเดียว 

             เพราะเรื่องวันสิ้นโลกนั้นก็ยังไม่มีหลักฐานอะไรทีสนับสนุนเลยนอกจากภาพยนตร์ 

อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/43991

รายชื่อ 5 ลำดับของดาวน่าบุกเบิก


เมื่อประมาณกลางเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมา สถาบัน Planetary Habitability Laboratoryจากมหาวิทยาลัย Universided de Puerto Rico (หรือ PHL@UPR) ได้จัดอันดับดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด 5 อันดับ การจัดอันดับมีน่าจะสืบเนื่องจากการถกเถียงเรื่องการมีอยู่ของดาวนอกระบบสุริยะที่ชื่อ Gliese581g ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ห้าของระบบดาวเคราะห์ชื่อGliese581 (หรือก็คือชื่อของดาวฤกษ์ของระบบนั้น) ซึ่งนักดาราศาสตร์เชื่อว่า ดาวที่กำลังเป็นข้อถกเถียงนี้เป็นดาวที่เหมาะสมต่อสรรพชีวิตบนโลกของเรามากที่สุดเท่าที่เคยพบมา ประกอบกับโครงการการออกตามล่าหาดาวเคราะห์ที่อาศัยอยู่ได้อีกหลายโครงการ เช่น โครงการเคปเลอร์ เป็นต้น จนได้ค้นพบดาวเคราะห์ใหม่ๆ มากมาย และการจัดอันดับนี้จึงเป็นการนำเสนอผลการสำรวจจากทุกโครงการ ถ้าหากดาว Gliese581gมีอยู่จริง จะทำให้ 5 อันดับแรก ของดาวที่น่าจะไปตั้งถิ่นฐานมีดังต่อไปนี้

ข้อตกลง
1. การบอกมวลของดาว รัศมีของดาว และแรงโน้มถ่วงที่ผิวดาวจะบอกเป็นจำนวนเท่าของปริมาณเดียวกันของโลก
2. 1 ปีแสงคือระยะทางประมาณ 9.4 ล้านล้านกิโลเมตร หรือ 9,460,730,472,580.8 กิโลเมตร

ลำดับที่ 5
 Gliese 581d


มีมวลประมาณ 6.9 เท่า รัศมีดาวประมาณ 2.2 เท่า ทำให้มีแรงโน้มถ่วงที่ผิวดาวประมาณ 1.45 เท่า และ อุณหภูมิ -37 องศาเซลเซียส ดาวดวงนี้อยู่ห่างจากโลกประมาณ 20.3 ปีแสง มีค่า ESI เป็น 0.72

      ดาวดวงนี้ถูกตรวจพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2550 จากข้อมูลที่เห็น ดาวดวงนี้หนาวมาก (หนาวกว่าลำปาง ไม่น้อยกว่า 40 องศาเซลเซียส) ถึงกระนั้นดาวดวงนี้ก็ใหญ่พอที่จะมีชั้นบรรยากาศ นักวิทยาศาสตร์จึงแนะนำว่าหากทำให้ดาวดวงนี้เกิดภาวะเรือนกระจกในระดับพอเหมาะ อากาศในดาวจะอบอุ่นขึ้นและพวกเราจะสามารถใช้ชีวิตบนดาวดวงนี้ได้สบาย เพื่อการนี้ พวกเขาจะศึกษาบรรยากาศของดาวในรายละเอียดต่อไป

ลำดับที่ 4 : HD85512b


มีมวลประมาณ 3.6 เท่า มีรัศมีประมาณ 1.7 เท่า จึงมีแรงโน้มถ่วงประมาณ 1.38 เท่า มีอุณภูมิผิวอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส และอยู่ห่างจากโลกไป 36.3 ปีแสง มีค่า ESI เป็น 0.77

ดาวดวงนี้ถูกค้นพบเมื่อ สิงหาคม ถึง กันยายน พ.ศ. 2554 โดยใช้กล้องโทรทรรศน์ ที่ชิลี

ลำดับที่ 3 : Kepler22b


ดาวมีมวล 6.4 เท่า รัศมีประมาณ 2.1 เท่า จึงมีแรงดึงดูดที่ผิวอยู่ที่ 1.45 เท่า อุณหภูมิที่ผิวประมาณ 31 องศาเซลเซียส เป็นดาวที่อยู่ไกลจากโลกมาก เกือบ 600 ปีแสง มีค่า ESI เป็น 0.81

      ดาวดวงนี้ถูกค้นพบและยืนยันโดยขององค์การนาซาเมื่อเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2554 โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ (Kepler space telescrope) เชื่อกันว่าดาวดวงนี้มีความคล้ายกับโลกอย่างมาก นอกจากนี้ ดาวฤกษ์ต้นสังกัดของ Kepler22b ก็มีความคล้ายกับดวงอาทิตย์ของเราอย่างมากเช่นกัน

ลำดับที่ 2 : Gliese667Cc


มวลของดาวมีค่าเป็น 5 เท่า มีรัศมี 2 เท่า มีความโน้มถ่วงประมาณ 1.25 เท่า อุณหภูมิที่ผิวอยู่ที่ 27 องศาเซลเซียส มีระยะห่างจากโลกอยู่ที่ 28 ปีแสง มีค่า ESI เป็น 0.85

      ดาว Gliese667Cc ถูกค้นพบเมื่อ กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2012 เนื่องจากดาวฤกษ์ชื่อ Glieses667C ที่ดาว Gliese667Cc โคจรรอบนั้น เป็นสมาชิกอยู่ในระบบดาวฤกษ์แฝดสาม (triple-star system) ซึ่งในระบบนี้จะประกอบด้วยดาวฤกษ์  Glieses667A, Glieses667B และ Glieses667C ทำให้หลายคนจินตนาการว่าหากเราไปยืนอยู่ที่ดาวเคราะห์ Gliese667Cc แล้ว เราจะได้เห็นเหมือนกับมีดวงอาทิตย์ 3 ดวง บนท้องฟ้า

และอันดับที่ 1 : Gliese581g


ดาวมีมวล 2.6 เท่า และมีรัศมีเป็น 1.4 เท่า ซึ่งทำให้มีแรงโน้มถ่วงที่ผิวเป็น 1.33 เท่า ดาวมีอุณหภูมิที่ผิวอยู่ที่ 10 องศาเซลเซียส อยู่ห่างจากโลกเพียง 20.2 ปีแสง ซึ่งถือว่าเป็นดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุดเท่าที่ค้นพบ มีค่า ESI เป็น 0.91

      ดาวดวงนี้ถูกค้นพบโดย กลุ่ม Lick-Camegie Exoplanet Survey โดยใช้กล้องโทรทรรศน์ Keck ที่เกาะฮาวาย ดาวดวงนี้ถูกค้นพบเมื่อ เดือน กันยายน พ.ศ. 2552 และสร้างความฮือฮาต่อวงการดาราศาสตร์ในเวลานั้น เพราะมันคือดาวที่เอื้อต่อชีวิตที่อยู่ใกล้โลกมากๆ อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาที่ผ่านมา ดาวดวงนี้ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่ แต่หลักฐานหรือข้อมูลการสำรวจที่มีอยู่ตอนนี้สนับสนุนว่ามีอยู่จริง ปัจจุบันกำลังรอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการมีอยู่ (หรือไม่มีอยู่) ต่อไป

      ในการที่จะระบุว่าดาวดวงใดเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต จะใช้ค่า ESI เป็นเกณฑ์ (จริงๆแล้วคือ GlobalESI) หากอยากรู้ว่าค่า ESI ที่ว่านี้คืออะไรเลื่อนลงอ่านหน้าที่ 2 ได้เลย


เกณฑ์การตัดสินดาวเคราะห์

  เกณฑ์การตัดสินดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะมีแนวคิดง่ายๆ คือ ดาวดวงนั้นเหมือนโลกมากแค่ไหน แม้แนวคิดจะง่าย แต่ทำจริงยากมาก เพราะมีอุปสรรค คือ ดาวแต่ละดวงที่ค้นพบนั้นอยู่ไกลเกินกว่าที่จะเดินทางไปถึงด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ดังนั้นการเดินทางไปที่ดาวนั้น แล้วดูให้เห็นกับตาว่าดาวดวงนั้นเหมาะสำหรับการตั้งรกรากหรือไม่คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในยุคนี้ การสำรวจจึงทำได้แค่เฝ้ามองห่างๆ ด้วยกล้องโทรทรรศน์หลายตัว แล้วนำข้อมูลจำนวนมากจากการเฝ้ามองมาวิเคราะห์ จึงจะสามารถสนับสนุนได้ว่าดาวที่กำลังจับตามองนั้นเหมือนโลกมากแค่ไหน ถึงกระนั้น การที่นักดาราศาสตร์จะนำข้อมูลที่ยุ่งยากจำนวนมหาศาลมาพูดคุยกันระหว่างหน่วยงาน หรือ นำมาแสดงต่อสาธารณะชนนั้นคงจะเป็นเรื่องไม่เข้าท่า พวกเขาจึงสร้างปริมาณ ที่เรียกว่า Earth Similarity Index (ดรรชนีความเหมือนโลก หรือ ESI) แต่บางครั้งปริมาณนี้ถูกเรียกว่า Easy Scale Index ค่าของ ESI มีได้ตั้งแต่ 0 ถึง 1 โดย 0 คือมีความเหมือนกับโลกเป็น 0% (อยู่ไม่ได้อย่างแน่นอนๆๆ) และค่า 1 หมายถึงมีความเหมือนโลกเป็น 100% ดังนั้นโลกจึงมีค่า ESI เป็น 1 อย่างไม่ต้องสงสัย


ดาวเคราะห์ที่ถือว่าเหมือนโลกหรือ Earth like จะมี ESI (Global ESI) ตั้งแต่ 0.8 ขึ้นไป จาก 5 ลำดับที่จัดมา จะเห็นว่ามี Earth-like เพียง 3 ดวงเท่านั้น

ในส่วนถัดไปของบทความนี้จะขออธิบายในรายละเอียดของ ESI ว่ามันมีแนวคิดอย่างไร เอาล่ะ สูตรคำนวณ ESI เป็นดังนี้


โดยที่ x คือลักษณะที่พื้นฐานของดาวเคราะห์ที่เราสำรวจ เช่น อุณหภูมิ รัศมีดาว มวลของดาว เป็นต้น ส่วนx0 คือลักษณะพื้นฐานของโลก ค่า w คือ น้ำหนักความสำคัญของแต่ละลักษณะพื้นฐานของดาว เป็นต้นว่า อุณหภูมิมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตมาก ค่า w จะมากด้วย และ n คือจำนวนข้อมูลทั้งหมดของทุกๆ ลักษณะ คือ ถ้ามีการวัดข้อมูลทั้งหมด 100 ครั้ง ค่า n จะถูกแทนด้วย 100

      ทาง PHL ได้เลือกลักษณะของดาวที่สำคัญๆ 4 ชนิดที่สามารถวัดค่าเป็นตัวเลขได้ คือ รัศมีเฉลี่ยของดาว ความหนาแน่นของดาว ความเร็วหลุดพ้น และอุณหภูมิผิวดาว นั่นหมายความว่า ค่า x จะมีอยู่ 4 กลุ่ม และต่าต่างๆ จะต้องนำมาเปรียบเทียบกับค่าของโลก (หรือค่าอ้างอิง) ซึ่งก็คือ x0


รูปแสดงลักษณะของอุณหภูมิผิวดาว หากดาวเย็นเกินไปจะกลายเป็น Cool Planet (ซ้าย) ดาวที่อุณหภูมิกำลังดีคือ Warm Planet (กลาง) ส่วนดาวที่ร้อนเกินไปคือ Hot Planet (ขวา)

      ทาง PHL เสนอว่า อุณหภูมิ และความหนาแน่น มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตมาก เพราะหากดาวร้อนเกินไป หรือหนาวเย็นมากเกินไป ชีวิตก็จะอาศัยอยู่บนดาวดวงไม่ได้ สำหรับอุณหภูมิจึงมีน้ำหนักของความสำคัญสูงถึง 5.58 ส่วนความหนาแน่นดาวจะเป็นตัวบอกว่าดาวดวงนั้นเป็นดาวหินหรือดาวแก๊ส มาจากสมมุติฐานที่เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่ได้บนดาวดวงนั้นเป็นดาวหินแข็ง (พูดง่ายๆ ว่ามีพื้นให้ยืนนั่นแหละ) หากดาวดวงใดมีความหนาแน่นน้อย ดาวดวงนั้นจะเป็นดาวเคราะห์แก๊ส (เหมือนดาวพฤหัสกับดาวเสาร์) ดาวดวงนั้นก็ไม่น่าจะเอื้อต่อการดำรงชีพ ดังนั้นความหนาแน่นดาวจึงเป็นลักษณะที่สำคัญรองจากอุณหภูมิ จึงมีน้ำหนักเป็น 1.07 ส่วนลักษณะรัศมีดาว และความเร็วหลุดพ้นน่าจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับแรงดึงดูดของดาว หากดาวมีมวลมาก แต่รัศมีน้อย จะทำให้ดาวมีแรงดึงดูดมาก ส่งผลให้ความเร็วหลุดพ้นมีค่ามาก ดาวที่มีแรงดึงดูดมากเกินไปอาจทำให้อากาศในดาวมีความหนาแน่นสูง ความชื้นสูง แม้จะเป็นดาวที่อุณหภูมิพอเหมาะแต่ในสภาพนั้น สิ่งมีชีวิตคงจะอยู่ได้ไม่ง่ายนัก น้ำหนักความสำคัญของความเร็วหลุดพ้นและรัศมีจึงมีค่าเป็น 0.7 และ 0.57 ตามลำดับ
ลักษณะทั้งสี่ที่มาพิจารณา ESI นั้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
1. Surface ESI คือผลคูณของ ESI ที่คำนวณจากอุณหภูมิผิวดาวและความเร็วหลุดพ้น
2. Interier ESI คือผลคูณของ ESI ที่คำนวณจากรัศมีเฉลี่ยและความหนาแน่น
3. Global ESI คือผลคูณของข้อ 1. และ 2. หรือก็คือผลคูณของ ESI จากทั้ง 4 ปริมาณ และเป็น ESI รวมที่จะนำไปกำกับดาวในแหล่งข่าว

      ในหน้าถัดไปเราจะมาดูผลของดาวเคราะห์ทั้งหมดทั้งที่ยืนยันแล้วและยังไม่ยืนยัน แล้วเราจะมาดูสิว่ามีดาวมากน้อยแค่ไหนที่มีค่า Surface ESI หรือ Interier ESI มากกว่า 0.8


ESI ของดาวทั้งหมด

  ในปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ตรวจพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะอยู่ประมาณ 3000 ดวง โดยมีฐานข้อมูลจาก
1. ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจำนวน 777 ดวง ที่ยืนยันแล้ว และ 174 ดวง ที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน จากฐานข้อมูล Extrasolar Planets Encyclopedia
2. ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจำนวน 2,321 ดวง ที่ยืนยันแล้วและยังไม่ได้รับการยืนยัน จากฐานข้อมูล NASA Kepler Candidates
ข้อมูลบางส่วนจากฐานข้อมูลทั้งสองถูกนำมาจุดลงบนกราฟระหว่าง Surface ESI และ Interier ESI ดังรูป


     จุดสี่เหลี่ยมสีฟ้าแทนดาวจำนวน 258 ดวง ที่เด่นๆ จาก Extrasolar Planets Encyclopedia จุดสามเหลี่ยมสีเขียวคือดาวจำนวน 1,235 ดวงจาก Kepler Candidates และจุดวงกลมสีส้มคือดาวเคราะห์ที่รัศมีใหญ่กว่า 100 กิโลเมตร ในระบบสุริยะของเรา จะเห็นว่าข้อมูลจาก Kepler Candidates ส่วนใหญ่จะเป็นดาวเคราะห์หิน มีอยู่สองดวงที่อยู่ในบริเวณ Earth-like ซึ่งมีค่า Global ESI มากกว่า 0.8 และยังมีอีกสามดวงที่มีค่า ESI เกือบๆ ถึง 0.8 ส่วนจุดสีเหลี่ยมสีฟ้าจุดเดียวที่อยู่ในบริเวณ Earth-like คือดาว G581gที่หนึ่งของเรานั้นเอง

สรุป
      ในปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ได้ตามล่าหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะอย่างจริงจัง จนมีข้อมูลมากในระดับหนึ่ง ประกอบด้วยดาวที่ยืนยันแล้วและดาวที่รอการยืนยัน นอกจากนี้พวกเขายังได้ค้นหาต่อไปอีกว่าจะมีดาวเคราะห์ดวงใดที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกจะไปตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านหลังใหม่ได้บ้าง โดยการใช้ ESI เกณฑ์ ซึ่งคำนวณจาก อุณหภูมิผิว ความหนาแน่นดาว ความเร็วหลุดพ้น และ รัศมีดาว จากการใช้เกณฑ์ดังกล่าว PHL ก็ได้จัดอันดับดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการดำรงชีพมากที่สุดโดยเรียงลำดับ ESI จากมากที่สุด และน้อยลงถัดๆ ไป 5 ลำดับ 

บทความนี้เรียบเรียงจาก
[1] The Hebitable Exoplanets Catalog, http://phl.upr.edu, July 30, 2012

อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/43995

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง จุฬาฯ กับ CERN และ เสวนาเรื่องการค้นพบอนุภาคฮิกส์


งานแถลงข่าว

ความเป็นมาของความร่วมมือกันระหว่างไทยกับ CERN ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย โดย ศ. ดร. ไพรัช ธัชยพงษ์ ประธานอนุกรรมการโครงการความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยกับ CERN
การลงนามความร่วมมือระหว่าง จุฬา กับ CERN โดย ศ. นพ. ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และคำกล่าวของ Prof. Dr. Joe Incandela (CMS spokeperson) แปลโดย ผศ. ดร. รัฐชาติ มงคลนาวิน


 เสวนาเรื่องการค้นพบอนุภาคฮิกส์


เสวนาพิเศษเรื่อง "การค้นพบอนุภาคฮิกส์" 

โดย Prof. Joe Incandela (CMS Spokeperson) คนที่แถลงข่าวการค้นพบอนุภาคฮิกส์ และ Prof. Albert De Roeck (CMS Higgs Convener) เป็นผู้ร่วมเสวนา 

โดยมี  ดร.บุรินทร์ อัศวพิภพ อาจารย์ทางด้านฟิสิกส์อนุภาค จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เป็นผู้แปลเป็นภาษาไทย

การเสวนาเริ่มจากการ อธิบายหัวใจของการศึกษาฟิสิกส์อนุภาค ที่มุ่งหาคำตอบว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้นจากอะไร
อธิบายทฤษฎีแบบจำลองมาตรฐาน (standard model) ที่กล่าวถึงอนุภาคมูลฐานที่ได้ค้นพบในอดีตและจัดหมวดหมู่ไว้
อธิบายถึงแนวคิดที่ Peter Higgs เสนอว่ามวลของอนุภาคเกิดขึ้นได้เพราะอันตรกิริยากับสนามฮิกส์ ซึ่งนำไปสู่การค้นหาอนุภาคฮิกส์

นอกจากนี้ยังอธิบายถึงกระบวนการทดลองเพื่อค้นหาอนุภาคฮิกส์ การคำนวณ จนนำไปสู่ข้อสรุปว่า "พบอนุภาคฮิกส์?"
 

ช่วงถาม-ตอบ

ผู้เชี่ยวชาญจาก CERN ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับ Higgs
มีคำถามทั้งจากนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ไปจนถึงน้องๆ มัธยม ซึ่งน่าสนใจหลายคำถาม

- ในร่างกายของเราทุกคนมีอนุภาคฮิกส์อยู่หรือไม่?
- เมื่อไหร่จึงจะยืนยันได้ว่าอนุภาคที่พบคืออนุภาคฮิกส์จริง และจะยืนยันจากอะไร?
- ในการทดลองที่บอกว่าค้นพบอนุภาคฮิกส์ พบกี่อนุภาค?
- สตีเฟน ฮอว์กิ้ง เสีย 100 เหรียญ เพราะพนันว่าอนุภาคฮิกส์ไม่มีจริง ทำไม ฮอว์กิ้ง จึงเชื่อเช่นนั้น?
- ทฤษฎีสัมพัทธภาพกล่าวว่ามวลมีผลต่อกาล-อวกาศ  แล้วอนุภาคฮิกส์ซึ่งทำให้เกิดมวลมีผลอย่างไรต่อ กาล-อวกาศ?
- กราวิตอนเเกี่ยวข้องกับฮิกส์หรือไม่ ทำให้เข้าใจกราวิตอนมากขึ้นหรือไม่?
- ถ้ามวลของอนุภาคใดๆ มาจากอนุภาคฮิกส์ แล้วมวลของอนุภาคฮิกส์เองมาจากไหน?

อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/43980

ผู้แทนประเทศไทย คว้า 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดงจากฟิสิกส์โอลิมปิก ณ ประเทศเอสโตเนีย

  ผู้แทนประเทศไทย คว้า 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดงจากฟิสิกส์โอลิมปิก ณ ประเทศเอสโตเนีย

   คณะผู้แทนประเทศไทยที่ได้รางวัลจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 43 จะเดินทางกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันพุธที่ 25 กรกฎาคม 2555  เที่ยวบิน TG 923  เวลา 12.50 น. โดย สสวท. จะจัดพิธีต้อนรับที่ชั้น 2 ด้านในประตูที่ 1 สนามบินสุวรรณภูมิ นางพรพรรณ  ไวทยางกูร  ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยถึงผลการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 43 ที่จัดแข่งขันในวันที่ 15 – 24 กรกฎาคม 2555  ณ เมืองทาลลินน์ และตาร์ตู ประเทศเอสโตเนีย  จากการลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการนานาชาติ การแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 43 ผลอย่างเป็นทางการ ปรากฎว่านักเรียนไทยสามารถคว้าเหรียญรางวัล3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง ได้แก่


เหรียญทอง            นายปภพ  สวัสดี    โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา   และทำคะแนนได้เป็นอันดับที่ 6 ของผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด     
            นายณัฐนันท์  ตันติวัสดาการ   โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
            นายพุฒิพงศ์   วรศรัณย์       โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

เหรียญเงิน            นายพงศภัค  สวัสดิรักษ์  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

เหรียญทองแดง             นายศุภณัฐ    ธนศิลป์              

           โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 43 ครั้งนี้ มีจำนวนทั้งหมด 81 ประเทศ จำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมแข่งขัน 378 คน  นายปภพ สวัสดี ทำคะแนนได้เป็นอันดับที่ 6 ของนักเรียนทั้งหมด  ส่วนลำดับที่ 1 เป็นของนักเรียนประเทศฮังการี ลำดับที่ 2 -3 เป็นของนักเรียนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ลำดับที่ 4 - 5 เป็นของนักเรียนจากไต้หวัน


            สำหรับคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย ดร. พิเชษฐ  กิจธารา  มหาวิทยาลัยมหิดล  ดร. สิรพัฒน์  ประโทนเทพ  วิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง  รองหัวหน้าทีม  รศ. สุวรรณ  คูสำราญ  มูลนิธิ สอวน.   ผู้ช่วยหัวหน้าทีม  นายรักษพล  ธนานุวงศ์ สสวท.  ผู้จัดการทีม

            นายปภพ  สวัสดี  (สต๊อก) วัย 17 ปี ชั้น ม. 6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า ในความคิดของตนนั้น โครงการโอลิมปิกวิชาการช่วยให้นักเรียนไทยสนใจเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น  แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่ประเทศไทยได้เหรียญรางวัลจำนวนมากจะทำให้วิทยาศาสตร์ในประเทศดีขึ้น กระบวนการในการคัดเลือกต่างหากที่เป็นตัวจุดประกายให้นักเรียนมีความตั้งใจที่จะพัฒนาตนเองเพื่อเข้าโครงการ  อนาคตอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์  วิศวกร หรือนักวิจัย ตั้งใจอยากพัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ  เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือเครื่องมือทางอุตสาหกรร

            มนายณัฐนันท์  ตันติวัสดาการ (แนท) วัย 18 ปี  ชั้น ม. 6  โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย วิชาที่รักที่สุดคือ ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และดนตรีที่ทำให้ช่วยผ่อนคลาย หลังจากนี้จะรับทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อ อยากกลับมาเป็นอาจารย์ สอนหนังสือและทำวิจัย เพื่อพัฒนาบุคลากรและวิชาการความรู้ภายในประเทศของเรา

            นายพุฒิพงศ์  วรศรัณย์  (ตัง) วัย 18 ปี ชั้น ม. 6 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ บอกว่า ชอบเรียนฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ เพราะเป็นวิชาที่เรียบง่ายและสวยงาม ใช้ความเข้าใจมาก ไม่ได้เน้นที่ท่องจำ  อยู่ที่โรงเรียนจะคอยสอนเพื่อน และนัดรุ่นน้องมาสอนเป็นประจำ เพราะที่ผ่านมารุ่นพี่ก็ติวให้เรา จึงคิดว่ารุ่นน้องก็คงต้องการเราเหมือนที่เราต้องการรุ่นพี่มาสอน  อนาคตจะรับทุนโอลิมปิกวิชาการไปศึกษาต่อต่างประเทศ อยากกลับมาเป็นอาจารย์และนักวิจัย จะมาสอน ถ่ายทอดความรู้ให้เยาวชนรุ่นใหม่ และอยากทำวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวไกลกว่านี้

            นายพงศภัค  สวัสดิรักษ์  (แอมป์)  วัย 18 ปี ชั้น ม. 6  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  กล่าวว่า นอกจากฟิสิกส์ซึ่งตนเองมีความถนัดแล้ว ยังชอบวิชาเกี่ยวกับการทำอาหาร เพราะสนุก  เทคนิคการเตรียมตัวก่อนไปแข่งขันคือทบทวนความรู้และป้องกันความเคีรยดโดยไม่คิดอะไรมากเกินไปเพียงแต่ตั้งใจทำให้ดีที่สุด

            นายศุภณัฐ  ธนศิลป์ (ไปป์) วัย 18 ปี ชั้น ม. 6  โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ นอกจากจะชอบเรียนฟิสิกส์ การเรียนศิลปะที่ตนเองชอบยังทำให้มีมุมมองเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น อีกทั้งยังช่วยคลายเครียด “อนาคตอยากพัฒนาวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น”

ฝนตกแล้ว จะวิ่งหรือเดินหลบฝนดี?


และแล้วก็ถึงฤดูฝน... นี่คือคำพูดที่นึกถึงอยู่ในใจตลอดเวลา นับตั้งแต่ฝนเริ่มตกครั้งแรกๆ ในเดือน พฤษภาคม แล้วจะค่อยๆ ตกหนักขึ้น เรื่อยไปจนถึงปลายฝนต้นหนาวราวๆ เดือนตุลาคม ในกรุงเทพฯ การที่ฝนตกมีส่วนดีตรงที่ช่วยลดความร้อนที่เก็บสะสมไว้ในคอนกรีต ทำให้อากาศในกรุงเทพฯ เย็นขึ้นมาบ้าง แต่จะแย่ก็ตรงที่ ฝนตกได้ซ้ำเติมปัญหาจราจรติดขัดให้เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก การยืนรอรถเมล์(หรือรถตู้) อยู่ข้างถนนที่รถแน่นเอี๊ยด ซ้ำร้าย สายฝนยังตกกระหน่ำซ้ำลงมาราวกับพระพิรุณทำโอที (over time) เหล่านี้คือเหตุการณ์ที่หลายๆ คนต้องเคยประสบมาแล้วเป็นแน่แท้


บ่อยครั้งที่ฝนตกคือการซ้ำเติมปัญหาจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ
รูปจาก http://www.mumuu.com

     หากวันหนึ่งฝนตกลงมาขณะที่เรากำลังอยู่นอกอาคาร และวันนั้นดันลืมพกร่มติดตัวไปด้วย สถานะการณ์นี้ สิ่งที่ทุกๆ คนทำคือวิ่งหลบฝนไปยังที่ร่มให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่เราจะไม่เปียกฝนมากเกินไป นี่คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

     แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าการวิ่งเข้าที่ร่มเพื่อหลบฝนที่กำลังโปรยปลายลงมา น่าจะเป็นวิธีที่ทำให้เปียกน้อยที่สุด แต่ในวงการวิทยาศาสตร์กลับมีคนตั้งข้อสงสัยว่า “การวิ่งหลบฝนเข้าที่ร่มให้เร็วที่สุดนั้น ดีที่สุดแล้วแน่หรือ?” เพราะมันมีข้อโต้แย้งที่ว่า “ถ้าหากคุณวิ่ง ตัวคุณจะมีพื้นที่รับน้ำมากกว่าคุณเดิน!! ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้การวิ่งเปียกมากกว่าการเดินก็เป็นได้” จากข้อโต้แย้งนี้ ทำให้เกิดกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ให้รู้ชัดไปเลยว่า “เดินหลบฝน หรือ วิ่งหลบฝน ทำอย่างไหนจึงเปียกน้อยกว่ากัน”



วิ่งหลบฝนเข้าที่กำบังเป็นวิธีที่ดีที่สุด แน่ใจหรือ?

     กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับปัญหา “วิ่งหรือเดินหลบฝน” นี้ เท่าที่สืบค้นมา จะเน้นไปที่การคำนวณเสียเป็นส่วนใหญ่ มีการทดลองบ้าง แต่ไม่ค่อยทำกับจริงจังเท่าไร (คือไม่ได้ทดลองจริงจังเหมือนอย่าง CERN ค้นหาฮิกส์โบซอน) การคำนวณก็เริ่มตั้งแต่แบบจำลองง่ายๆ ไปจนถึงแบบจำลองที่ซับซ้อน (วัตถุ n มิติ วิ่งหลบฝนที่ตกลงบนพื้นที่ - 1 มิติ... เลอะเทอะไปกันใหญ่ล่ะ)

อย่างไรก็ตาม ผลสรุปของการศึกษานี้สนับสนุนว่า การวิ่งหลบฝนเป็นวิธีที่ทำให้เปียกน้อยกว่าการเดิน


      เรื่องราวของ "วิ่งหรือเดินหลบฝน" นี้ถูกพูดถึงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2518 โดย Jearl Walker เขียนลงหนังสือThe Flying Circus of Physics แต่เป็นเพียงข้อคิดเห็นโดยไม่มีการพิสูจน์ทั้งทางการทดลองหรือทางคณิตศาสตร์ เขาเสนอว่า หากเขาจำเป็นต้องวิ่งเข้าที่ร่มหลบฝน เขาเลือกที่จะวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นก็ไม่มีใครกล่าวถึงปัญหานี้อีกจนกระทั่งปัญหาดังกล่าวถูกเขียนเป็นคำถามในหนังสือ New Scientist magazine ฉบับปี 1995 (พ.ศ.2538) มีผู้อ่านวารสารหลายคนร่วมแสดงความคิดเห็น มีความคิดเห็นที่น่าใจในเชิงวิชาการ ดังนี้

ว่าด้วยเรื่องของทิศทางลม เป็นของ Matthew Wright จาก มหาวิทยาลัย University of Southampton ซึ่ง Matthew ได้รวมแนวคิดเรื่องทิศทางลม นึกภาพว่าหากฝนตกโดยที่ไม่มีลม หยดน้ำจะตกจากฟ้าลงตรงๆ ถ้าหากมีลมพัด (น่าจะหมายถึงลมพัดในแนวระดับ) น้ำฝนจะตกลงแนวเฉียงแทน เพราะลมพัดให้หยดน้ำเคลื่อนที่ในแนวระดับด้วย แล้วเสนอแนวคิดที่สนับสนุนข้อเสนอของ Jearl โดยกล่าวว่า "ในกรณีที่ฝนตกลงในแนวเฉียงเข้าปะทะกับด้านหน้า เราควรจะวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนกรณีที่ฝนตกในแนวเฉียงปะทะกับด้านหลัง เราควรวิ่งให้เร็วเท่าๆ กับความเร็วในแนวราบของน้ำฝน"


ฝนตกแบบมีลมพัด หยดน้ำจะตกแบบเฉียงๆ

รูปสำหรับอธิบาย r คือความเร็วฝนในแนวดิ่ง และ w คือความเร็วลม

การพิจารณาจากความแห้ง ของ Mike Stevenson โดยเสนอว่า "เราควรพิจารณาความเปียกจากเวลาที่ทำให้ตัวเราแห้ง หากคราวใดที่เราตากฝนแล้วเปียกมาก นั้นหมายความว่า มีน้ำมาเกาะที่ตัวเรามาก ซึ่งต้องใช้เวลายืนตากลมและผึ่งแดดในที่ร่มนาน กว่าตัวเราจะแห้ง ในทางกลับกันถ้าตัวเราเปียกฝนน้อย เราจะใช้เวลาตากลมผึ่งแดดน้อยกว่า" และแสดงความคิดคิดสนับสนุน Jearl ว่า "เราควรจะวิ่งหลบฝนให้เร็วที่สุด เพราะทำให้เวลาที่เราต้องอยู่ตากฝนน้อยลง แล้วน้ำจะมาเกาะที่ต้วเราน้อยลง และจะเปียกน้อยลง"

     ภายหลังแนวคิดทั้งสองนี้ถูกรวมเข้าไปในแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ โดย นิยามความเปียกตามความคิดของ Mike และในปี พ.ศ. 2552 วารสาร Mathematics Magazine ได้ตีพิมพ์เอกสารของ Dank Hailmanและคณะ ในแบบจำลองของ Denk ได้คำนึงถึงทิศทางลมแนวคิดของ Matthew ด้วย เราจะได้เห็นแบบจำลองนี้กันในหน้าถัดไป


หน้าที่ 2 - พิสูจน์ด้วยแบบจำลอง
     ความคิดเห็นเรื่องความเปียกของ Mike ถือนิยามที่ง่ายที่สุด แต่การนำไปใช้ในทางทฤษฎีก็ค่อยไม่สมจริง ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนสองคนยืนอยู่นิ่งๆ แล้วเทน้ำ 50 ลิตร และ 100 ลิตร ใส่คนที่หนึ่งและคนที่สองตามลำดับ กรณีดังนี้ ผลคำนวณจะบอกว่าความเปียกต่างกัน คนที่หนึ่งจะเปียกน้อยความคนที่สอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนทั้งสองเปียกโชกเหมือนๆ กัน ซึ่งคนทั้งสองจะใช้เวลารอให้แห้งพอๆ กัน

     ในแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ สำหรับ "วิ่งหรือเดินหลบฝน" ถูกเสนอในปี พ.ศ. 2542 โดยคณะ HBHP ที่มีนักอุกกาบาตวิทยา 4 ท่าน ได้แก่ Holden, Belcher, Horvath และ Pytharoulis แนวคิดของHBHP คือสมมุติว่ามีคนหนึ่งกำลังวิ่งหลบฝน จะถือให้รูปร่างของคนคนนี้เป็นกล่องสี่เหลี่ยม และจะถือว่าฝนจะตกลงสู่กล่อง (คน) อย่างสม่ำเสมอด้วยความเร็วคงที่ ดังรูป เพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ ในบทความนี้จะขอกำหนดตัวแปรไว้ดังนี้ ให้ s คือ อัตราเร็วในแนวระดับหรือแนวราบของกล่องที่กำลังเคลื่อนที่ และจะถือว่าคนจะต้องวิ่งในระยะทาง L จึงจะเข้าที่ร่มได้ จากนั้นกำหนดให้ r คือ อัตราเร็วของฝนที่กำลังตกลงมาตรงๆ ในแนวดิ่ง ในกรณีที่ฝนตกลมพัด จะถือว่าน้ำฝนจะมีอัตราเร็วในแนวระดับ w เพิ่มเติมจากอัตราเร็วในแนวดิ่ง rด้วย


รูปแสดงตัวอย่างฝนตกแบบมีลมพัด

     เมื่อกำหนดตัวแปรเสร็จแล้ว ต่อไปจะเป็นการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น ขั้นต้นให้พิจารณากรณีที่ฝนตกในแนวดิ่งและไม่มีลมพั (w = 0) สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถแยกเป็นข้อได้ดังนี้
1. กรณีที่กล่องอยู่นิ่งๆ กล่องจะมีพื้นที่รับน้ำตรงฝากล่องด้านบนเท่านั้น
2. หากกล่องเคลื่อนที่ไปด้านหน้า ปริมาตรด้านหน้าของกล่องจะเข้าไปแทนที่ปริมาตรของน้ำฝน เสมือนกับว่ากล่องมีพื้นที่รับน้ำเพิ่มขึ้น ทำให้กล่องมีแนวโน้มจะเปียกมากยิ่งขึ้น
3. สำหรับกรณีที่กล่องไม่เคลื่อนที่ เนื่องจากแบบจำลองควบคุมระยะไม่ใช่ควบคุมเวลา ดังนั้นตราบใดที่กล่องไม่เคลื่อนที่จนครบระยะทาง L กล่องก็จะต้องตากฝนไปเรื่อยๆ ทำให้กล่องเปียกอย่างมาก
4. ถ้ากล่องเคลื่อนที่ กล่องจะใช้เวลาตากฝนน้อยลง กล่องก็จะควรจะเปียกน้อยลง

     ถ้าลองดูดีๆ ข้อ 2. กับข้อ 4. เป็นผลที่ตรงข้ามกันและกัน พูดง่ายๆ คือ ถ้ากล่องเคลื่อนที่ กล่องจะมีพื้นที่รับน้ำมากขึ้นแต่ก็ใช้เวลาตากฝนน้อยลง การคำนวณของ HBHP แสดงผลออกมาว่า ผลตามข้อ 4. มีอิทธิพลเหนือกว่า ความเปียกที่จะลดลงตามข้อ 4. หักล้างความเปียกที่จะเพิ่มขึ้นตามข้อ 2. ได้ ทำให้ได้ข้อสรุปตามแบบจำลองนี้ว่า ยิ่งกล่องเคลื่อนที่เร็วมากเท่าไร กล่องยิ่งเปียกน้อยลงเท่านั้น ในที่สุด หากกล่องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วอนันต์ กล่องจะเปียกน้อยที่สุด (ไม่ใช่ว่าจะแห้งสนิทแต่เปียกบ้าง) 

      ในเวลาต่อมา Dank ได้เพิ่มเติมแบบจำลอง HBHP โดยการพิจารณาความเร็วของลม พร้อมทั้งเปลี่ยนมุมมองการอธิบาย เพื่อได้มุมมองที่ดูเข้าใจง่ายกว่า สมมุติว่าตัวเราตอนนี้กำลังวิ่งฝ่าฝนที่กำลังตกลงในแนวดิ่ง (กรณีที่ยังไม่มีลม) ขอให้คิดว่า เราที่เป็นคนวิ่งรู้สึกเหมือนเราไม่เคลื่อนที่ แต่ฝนจะตกลงแบบเฉียงๆ เข้าหาตัวเรา (แม้จะไม่มีลมก็ตาม) ดังรูป ในมุมมองนี้ จะปรากฏบริเวณที่เรียกว่า "บริเวณฝน"น้ำฝนที่อยู่ใน "บริเวณฝน" จะตกลงใส่ตัวเรา (คน หรือ กล่อง) อย่างแน่นอน และเฉพาะฝนที่อยู่ใน"บริเวณฝน" เท่านั้นที่จะตกโดนกล่อง "บริเวณฝน" จะมีหน้าตาคล้ายท่อ หรือเสา วางตัวเอียงๆ พื้นที่หน้าตัดแตกต่างกันไปตามรูปร่างของกล่อง (คน) เช่น ถ้ากล่องคือกล่องทรงเหลี่ยม พื้นที่หน้าตัดของ"บริเวณฝน" จะเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยม หรือ ถ้าเปลี่ยนจากกล่องเป็นทรงรี พื้นที่หน้าตัดของ "บริเวณฝน" จะเป็นวงรี เป็นต้น


รูปซ้ายคือสถานะการณ์ในมุมมองปกติ ส่วนรูปขวาคือมุมมองที่กล่องอยู่นิ่ง ตามแบบจำลองของ Dank รูปที่แสดงคือกรณีที่ลมพัดปะทะด้านหน้า

     หากพิจารณาอย่างหยาบ โดยไม่สนใจว่าสิ่งที่กำลังเคลื่อนที่หลบฝนจะเป็น คนจริงๆ กล่อง ทรงรี หรือหุ่นยนต์ R2D2 โมเดลจะอธิบายว่าความเปียกจะขึ้นกับความยาวของ "บริเวณฝน" (ให้เป็นตัวแปร l) ซึ่งจะยาวมากขึ้นถ้าคนเคลื่อนที่ช้าลง และในทางตรงข้ามมันจะสั้นลงเมื่อคนวิ่งเร็วขึ้น (l มาก เมื่อ s น้อย และ l น้อย เมื่อ s มาก ตามลำดับ) ตรงนี้จึงสามารถสรุปได้ว่า การวิ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้เปียกน้อยลง ซึ่งสอดคล้องกับแบบจำลองของ HBHP และแนวคิดของ Jearl

     ไม่เพียงเท่านี้ แบบจำลองนี้ยังได้พิสูจน์เชิงคณิตศาสตร์ว่า แนวคิดเรื่องทิศทางลมของ Matthew เกือบถูกต้อง คือผลการคำนวณจากแบบจำลองของ Dank อธิบายว่า หากฝนตกพร้อมกับมีลมพัดปะทะด้านหลังด้วยอัตราเร็ว w แล้ว "ปริมาตรฝน" จะสั้นที่สุดเมื่อคนวิ่งด้วยความเร็ว   นั้นหมายความว่า ถ้าวิ่งด้วยความเร็วเท่านี้ คนจะเปียกน้อยที่สุดนั้นเอง ส่วนกรณีที่มีลมพัดปะทะด้านหน้า Matthew กล่าวถูกแล้วคือ คนควรจะวิ่งด้วยความเร็วมากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้จึงเปียกน้อยที่สุด


รูปแสดงกรณีที่ลมปะทะด้านหลัง หรือ ลมไล่หลัง ถ้ากล่องเคลื่อนที่เร็วพอ บริเวณฝนอาจจะเยื้องไปด้านหน้าได้


หน้าที่ 3 - การทดลอง และสรุป

     แบบจำลองของ Dank และคณะตามที่กล่าวไปในหน้า 2 เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะเราพิจารณาเฉพาะความยาวของ "บริเวณฝน" ไม่ได้พิจารณาเรื่องรูปร่างของสิ่งที่วิ่งหลบฝนเลย (กรณีของกล่องสี่เหลี่ยมและฝนตกโดยไม่มีลมพัด แบบจำลองของ Dank ให้ผลคำนวณเหมือนกับแบบจำลองของ HBHP ทุกประการ) หากผู้อ่านสนใจในรายละเอียดส่วนนี้ สามารถหาเอกสารอ้างอิงมาอ่านเพิ่มเติมได้



การวิ่งหลบฝนจะทำให้เปียกน้อยกว่าการเดิน

     ที่ผ่านมาก็ได้พูดถึงการศีกษาปัญหา "เดินหรือวิ่งหลบฝน" ในเชิงทฤษฎี และเราก็มีแบบจำลองที่สนับสนุนว่า "รีบวิ่งหลบฝนเข้าที่ร่มอย่างที่พวกเราเคยทำกันมานั้นแหละดีแล้ว" ถึงกระนั้นก็ยังต้องมีการทดลองเพื่อยืนยันทฤษฎี การทดลองสามารถทำได้โดยลองคำนวณดูว่า การวิ่งหลบฝนจะเปียกน้อยกว่าการเดินหลบฝนเป็นค่าเท่าไร จากนั้นก็ทำการทดลองจริง หาอาสาสมัตรออกไปวิ่งหรือเดิน พร้อมทั้งควบคุมตัวแปรบางอย่างเช่น ความเร็วและทิศทางของน้ำฝน และควบคุมระยะทางที่วิ่ง (แต่ไม่ควบคุมเวลา) แล้วลองวัดดูว่าคนเปียกมากน้อยเท่าไร ถ้าหากทดลองแล้วได้ผลการวัดความเปียกตรงกับที่คำนวณได้ นั้นแสดงว่าแบบจำลองนี้ถูกต้อง

     ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2540 นักอุกกาบาตวิทยา(อีกล่ะ?) อีกสองท่าน ชื่อ Peterson และ Wallis ได้ลองแทนค่าตัวเลขลงในการคำนวณของ HBHP เพื่อหาความแตกต่างระหว่างวิ่งหลบฝนและเดินหลบฝน (การแทนค่าได้คำนึงถึงลมพัดและการเอียงตัวขณะวิ่งด้วย แต่ไม่ขอกล่าวถึงเพราะหาแหล่งอ้างอิงไม่ได้) ผลคือหากวันใดฝนตกไม่หนักและไม่มีลมพัด ผลคำนวณบอกว่า วิ่งจะเปียกน้อยกว่าเดิน 16% ส่วนในวันที่ฝนตกหนัก มีลมพัด คนที่วิ่งไปทางเดียวกับลมแล้วเอียงตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยจะเปียกฝนน้อยกว่าถึง 44% ตอนนี้พวกเขาได้ค่าจากการคำนวณแล้ว ถัดไปพวกเขาจะทำการทดลองเพื่อดูสิว่าตัวเลขนั้นถูกต้องมากน้อยแค่ไหน


หากผลการคำนวณถูกต้อง แสดงว่าเราควรจะวิ่งหลบฝน เว้นเสียแต่เราอยากจะเล่นน้ำฝน

     การทดลองนั้นง่ายมาก (แต่ไม่รัดกุมเช่นกัน) คือ Peterson กับ Wallis จะผลัดกันออกไปวิ่ง โชคดีที่ร่างกายของทั้งสองท่านนี้คล้ายกัน สามารถใส่เสื้อและกางเกงตัวเดียวกันได้ ทั้งสองท่านจะรอวันที่ฝนตก หากวันไหนฝนตก เขาจะรีบแต่งตัวโดยใส่ชุดพลาสติกกันฝนไว้ด้านใน จากนั้นสวมเสื้อและกางเกงปกติ ไว้ด้านนอก (น้ำหนักแห้งของเสื้อและกางเกงที่ใส่ถูกชั่งและบันทึกไว้แล้ว) แล้วท่านหนึ่งจะวิ่งหรือเดินกลางฝนเป็นระยะทาง 100 เมตร ส่วนอีกท่านจะจับเวลาและคำนวณหาความเร็วของการเคลื่อนที่ ปริมาณและความเร็วของน้ำฝนก็ถูกวัดด้วยเช่นกัน เมื่อวิ่งเสร็จแล้ว เสื้อและกางเกงจะถูกชั่งน้ำหนักอีกครั้ง ผลลบของน้ำหนักที่ชั่งครั้งหลังกับน้ำหนักแห้ง คือปริมาณน้ำที่เสื้อดูดซับไว้ และนี่ก็คือความเปียก จากการทดลองซ้ำหลายครั้ง Peterson กับ Wallis จึงสรุปผลการทดลองว่า "การวิ่งหลบฝนจะเปียกน้อยกว่าการเดิน 40% คิดจากน้ำหนักของน้ำที่ถูกซับไว้ในเสื้อและกางเกง" จะเห็นว่าผลการทดลองสอดคล้องกับทฤษฎี


ทดสอบทฤษฎีด้วยการออกไปวิ่งกลางฝนจริงๆ

สรุป
     ตอนนี้ (เดือน กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2555) เข้าสู่หน้าฝนแล้ว หากมีวันใดที่ยุ่งๆ ต้องรีบออกจากบ้านแต่เช้าจนลืมหยิบร่มคู่ใจติดตัวไปด้วย หากโชคร้าย วันนั้นฝนตกลงมาพอขณะที่คุณกำลังอยู่กลางแจ้งพอดี สิ่งที่ควรทำคือวิ่งหาที่ร่มหลบฝนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้จะมีลมพัด ก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงว่าจะต้องวิ่งให้อัตราเท่ากับ  เพราะจะเสียเวลาไปเปล่าๆ และถ้าหากมัวแต่ยืนคำนวณเราอาจเปียกฝนมากกว่าก็ได้ สุดท้ายนี้ หากวิ่งแล้วขอให้ระวังพื้นลื่นด้วยนะครับ

อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/43959